facebook share
facebook share
ดร. วิรไทเริ่มทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กรุงวอชิงตัน ดีซี ในปี 2540 เคยร่วมงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ปี 2543–2551 โดยตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจ และได้ร่วมงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2552–2556 ในตำแหน่งรองผู้จัดการสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ยังเป็นกรรมการและเหรัญญิกของมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ และกรรมการบริหารของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ปี 2553-2556 และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา สำเร็จการศึกษาเศรษฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักเรียนทุนภูมิพลและทุนมูลนิธิอานันทมหิดล สำเร็จการศึกษาระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Harvard ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
บทความอื่นๆ
เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ดร. วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ปาฐกถาพิเศษ

ดร. วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

“เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

วันที่ 21 ตุลาคม 2559

____________________________________________________

 

ท่านผู้บริหารระดับสูง บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป
บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ท่านวิทยากร ท่านผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนทุกท่าน

สวัสดีครับ

ผมขอขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่จัดเวทีให้เราได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวันนี้ และขอขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญผมมาพูดในเรื่องที่สำคัญยิ่งคือ “Towards Sustainability” หรือ
เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมขอแสดงความยินดีและความชื่นชมที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันฉบับแรกของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 หากเทียบกับช่วงชีวิตคนแล้ว วัย 30 ปี เป็นวัยที่มีความชัดเจนในวิชาชีพของตนเอง มีความรู้และประสบการณ์ที่เป็นรากฐานของช่วงต่อไปของชีวิต เริ่มคิดไกลถึงอนาคตของชีวิตในระยะยาว และที่สำคัญ คือมีพลังที่จะประสานความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมากับเป้าหมายในอนาคต เพื่อให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเสาหลักสำคัญของวงการสื่อด้านเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศ ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ให้แก่สังคมและเศรษฐกิจไทย การเลือกหัวข้อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นหัวข้อของการสัมมนาในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการมองไปข้างหน้าของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งสำหรับเศรษฐกิจและสังคมไทย

การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ใช่เป็นความท้าทายของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของทุกประเทศในโลก เรากำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน ในด้านเศรษฐกิจนั้น
Christine Lagarde กรรมการจัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ ในการประชุมสภาผู้ว่าการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะที่เรียกว่า
“Too low, for too long, and benefiting too few” หรือเป็นสภาวะที่ “เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำเกินไป ต่อเนื่องนานเกินไป และมีคนจำนวนน้อยเกินไปที่ได้รับประโยชน์” สภาวะเช่นนี้จะส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างเปราะบาง ไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนส่วนใหญ่ของโลกได้อย่างยั่งยืน

สถานการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคม ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ประชาชนในหลายประเทศมีแนวโน้มที่จะแบ่งขั้วทางความคิดกันมากขึ้น เกิดกระแสต่อต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์ต่อต้านสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบดั้งเดิม รวมทั้งต่อต้านชนชั้นผู้นำและธุรกิจขนาดใหญ่ เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกัน ระดับการศึกษาต่างกัน และกลุ่มอายุต่างกัน ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับต่ำ และผลิตภาพของแรงงานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในแต่ละปี ประชาชนจะรู้สึกหวาดกลัวอนาคต และมองไม่ออกว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตของตนได้อย่างไร หรือจะสามารถยังชีพให้มั่นคงในอนาคตได้อย่างไร

นอกจากนี้ โลกยังเผชิญกับปัญหาทางกายภาพที่สำคัญอีกหลายด้านที่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศหรือสภาวะโลกร้อน
การขยายตัวของประชากรโลกในกลุ่มชนชั้นกลาง ที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของเมือง การขาดแคลนน้ำสะอาด การลดพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตร จนอาจทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างไม่ระมัดระวังจนนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศมากขึ้น และวนกลับมาซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนเป็นวงจรเสื่อมที่ไหลลงเรื่อย ๆ

สำหรับประเทศไทยนอกจากที่ต้องเผชิญกับปัญหาของโลกร่วมกับประเทศอื่น ๆ แล้ว เรายังต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายเฉพาะของเราเองอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการกระจายรายได้และการกระจายโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ปัญหาการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
ปัญหาการลงทุนในระดับต่ำต่อเนื่อง ปัญหาคุณภาพการศึกษา ปัญหาโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะ ตลอดจนปัญหาประสิทธิภาพของภาครัฐและการทุจริตคอร์รัปชัน
ปัญหาเหล่านี้ก็จะส่งผลให้ “เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำเกินไป ต่อเนื่องนานเกินไป และมีคนจำนวนน้อยเกินไปที่ได้รับประโยชน์” เช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก

ภายใต้ปัญหาและความท้าทายของโลกที่จะรุนแรงและซับซ้อนขึ้น หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะตระหนักว่า หากไม่รีบปรับตัวโดยเร็วแล้ว การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในภายหลังจะยากขึ้นมาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย วงการวิชาการทั่วโลกกำลังค้นหาองค์ความรู้และตัวอย่างของแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จะนำมาใช้เป็นหลักคิดของการพัฒนาให้เกิดผลได้จริงในระดับต่าง ๆ

สำหรับประเทศไทยแล้ว เราไม่ต้องมองที่ไหนไกล คนไทยโชคดีอย่างยิ่ง ที่ได้รับพระราชทานองค์ความรู้และหลักคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาโดยตลอด องค์ความรู้และหลักคิดที่พระราชทานให้แก่พวกเรานั้นเป็นองค์ความรู้และหลักคิดที่ผ่านกระบวนการทดสอบจากการปฏิบัติจริงมาตลอด 70 ปี ที่สำคัญพระองค์ท่านไม่ได้พระราชทานเพียงแค่องค์ความรู้หรือ
หลักคิดไว้ให้แก่คนไทยเท่านั้น แต่ได้ทรงดำรงพระชนม์ชีพ และทรงงานพัฒนาไว้เป็นต้นแบบ ที่เราสามารถน้อมนำมาปฏิบัติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เคยพระราชทานนิยามของการพัฒนา ไว้ว่า

การพัฒนา หมายถึง ทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมั่นคง มีความเจริญ ความหมายของการพัฒนาประเทศนี้ ก็เท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข” [1]

ประโยคสุดท้ายที่ว่า “ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข” มีความหมายลึกซึ้งมากเพราะเป้าหมายของการพัฒนาไม่ควรวัดเพียงแค่ในระดับมหภาคให้ประเทศมีความมั่นคงและมีความก้าวหน้าเท่านั้น แต่ต้องทำให้ “ชีวิตของแต่ละคน” เจริญขึ้น มีความปลอดภัยและมีความสุข ซึ่งเป็นแนวทางของการพัฒนาที่จะต้องยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนทุกคนหรือ Inclusive Development และการพัฒนาต้องมีวัตถุประสงค์มากกว่ามิติด้านเศรษฐกิจ ต้องรวมถึง ความปลอดภัย ความเจริญ และความสุขของประชาชนด้วย จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางของการพัฒนานั้น ได้ทรงแสดงไว้ในพระบรมราโชวาทอีกองค์หนึ่งว่า

 “การสร้างความเจริญก้าวหน้านี้ ควรอย่างยิ่งที่จะค่อยสร้าง ค่อยเสริม ทีละเล็กละน้อย ตามลำดับ ให้เป็นการทำไปพิจารณาไป และปรับปรุงไป ไม่ทำด้วยอาการเร่งรีบตามความกระหายที่จะสร้างของใหม่เพื่อความ
แปลกใหม่ เพราะความจริง สิ่งที่ใหม่แท้นั้นไม่มี
” [2]

ประโยคสุดท้ายที่ว่า “ไม่ทำด้วยอาการเร่งรีบตามความกระหายที่จะสร้างของใหม่เพื่อความแปลกใหม่ เพราะความจริง สิ่งที่ใหม่แท้นั้นไม่มี” เป็นหลักคิดที่สำคัญและลึกซึ้งมาก สำหรับการวางแผนเดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อได้มีโอกาสศึกษาองค์ความรู้ หลักคิด และต้นแบบการทรงงานของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 3 มิติสำคัญ ที่เราควรร่วมกันยึดถือเป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศไทย และพัฒนาให้สังคมและเศรษฐกิจไทยเจริญขึ้นอย่างยั่งยืน

มิติแรก คือ การยกระดับศักยภาพและผลิตภาพของเราให้สูงขึ้น ทั้งในระดับบุคคล สังคม และประเทศ โดยอาศัยพลังแห่งความเพียร ความอดทน ความร่วมมือกัน และการใช้ทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนา ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า

การดำรงชีวิตที่ดี จะต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา การปรับปรุงตัว จะต้องมีความเพียรและความอดทนเป็นที่ตั้ง ถ้าคนเราไม่หมั่นเพียร ไม่มีความอดทนก็อาจจะท้อใจไปโดยง่าย เมื่อท้อใจไปแล้ว ไม่มีทางที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองแน่ๆ” [3]

ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัว โดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า งานทุกงานจะต้องพาดพิงกันจะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทำ” [4]

ดร. วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ในเรื่องของเทคโนโลยีนั้น ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ครั้งหนึ่งว่า

เทคโนโลยีนั้นโดยหลักการ คือ การทำสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นเทคโนโลยีที่ดี สมบูรณ์แบบจึงควรจะสร้างสิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และมีความสูญเปล่าหรือความเสียหายน้อยที่สุด” [5]

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงเป็นต้นแบบของการทรงงานพัฒนาที่ตั้งอยู่บนความเพียร ความอดทน ความร่วมมือกันและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งเราเห็นตัวอย่างได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ทรงใช้ เทคโนโลยีการถ่ายภาพทางอากาศและดาวเทียมในการ
วางแผนการใช้พื้นที่การเกษตรและการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ทรงพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวง ที่ช่วยบรรเทาภัยแล้งได้อย่างได้ผลจนได้รับการยอมรับและนำไปใช้ในหลายประเทศ เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวาและกังหันน้ำชัยพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยีด้านการประมงที่ช่วยขยายพันธุ์ปลานิลในแหล่งน้ำทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญให้แก่คนไทย

มิติที่สองที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องมี คือ เสถียรภาพ เพื่อให้การพัฒนาส่งผลให้ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข และไม่สะดุดขาตัวเอง เสถียรภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้จักที่จะพอประมาณ “ไม่ทำด้วยอาการเร่งรีบตามความกระหายที่จะสร้างของใหม่เพื่อความแปลกใหม่” รวมทั้งจะต้องคิดถึงการประหยัดเก็บสะสมทรัพยากรในวันนี้เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันจากความผันผวนต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น คาดเดาได้ยากขึ้น

ในมิติที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพ ผมขออัญเชิญพระบรมราโชวาทสามองค์ที่สะท้อนแนวพระราชดำริในเรื่องนี้

ข้อสำคัญในการสร้างตัวและฐานะนั้น จะต้องยึดหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความรีบเร่ง เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้าง ค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้นตามต่อกันไปเป็นลำดับ” [6]

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็ม
ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคาร
ไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มด้วยซ้ำไป
” [7]

คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข” [8]

การพัฒนาโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักของความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันได้สร้างบทเรียนสำคัญให้แก่คนไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไทยต้องถอยหลังไปหลายปี การสร้างภูมิคุ้มกันจะต้องมีรากฐานมาจากการประหยัด ในเรื่องการประหยัดนี้ได้ทรงเคยมี
พระบรมราโชวาทไว้ว่า

 “การประหยัดเป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่งในทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ ขอให้คำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นจากการประหยัดนี้ให้มาก การประหยัดนี้ควบคู่ไปกับหลักการพออยู่ พอกิน พอใช้ จึงใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยและเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติตนตามเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้” [9]

การพัฒนาอย่างยั่งยืนในความหมายของพระองค์ท่านนั้น จะต้องไม่จำกัดอยู่เพียงความพอประมาณในการดำเนินชีวิตหรือการบริหารสินทรัพย์ของแต่ละคนเท่านั้น แต่จะต้องให้ความสำคัญต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่คนไทยรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า

ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรสมบูรณ์ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า” [10]

ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเลและอากาศ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งสวย ๆ งาม ๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้
ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลาน
ของเราด้วย
” [11]

ถ้าจะพูดถึงการพัฒนาให้ยั่งยืนและมีเสถียรภาพแล้ว ผมคิดว่ามีพระบรมราโชวาทองค์หนึ่งที่สรุปได้สั้นและลึกซึ้งมากคือ

คำว่า พอสมควร นี้เป็นคำที่สำคัญที่สุดแล้วอาจเป็นใจกลางของการปฏิบัติทุกอย่าง” [12]

มิติที่สามที่เราควรยึดถือเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา
อย่างทั่วถึง
หรือการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้ “ชีวิตของแต่ละคน” เจริญขึ้น การพัฒนาอย่างทั่วถึงจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและสร้างพลังร่วมกันให้เราสามารถเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ของประเทศได้ การพัฒนาอย่างทั่วถึง จะต้องเริ่มต้นจากพวกเราทุกคน ดังพระราชดำรัสที่ว่า

ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญ ที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบัง มาจากผู้อื่น” [13]

นอกจากจะไม่เบียดบังมาจากผู้อื่นแล้ว การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างทั่วถึงได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนนั้น จะต้องตั้งอยู่บนหลักของความเมตตา ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า

ความเมตตานั้น ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่กินไม่ได้ แต่ความเมตตานี้ ก็นำมาสู่ความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ความเอื้อเฟื้อกันทั้งในด้านความเป็นอยู่ ทั้งในความปลอดภัย ทั้งในความเจริญ ความก้าวหน้า และความสุขที่เพิ่มขึ้นได้” [14]

สังคมใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้น ย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิต มิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่” [15]

ท่านผู้มีเกียรติครับ

ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น คนไทยโชคดีที่ได้รับพระราชทานหลักคิด องค์ความรู้ และตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด 70 ปี
ที่ผ่านมาทรงแสดงให้เห็นความสำคัญของความเพียร ความอดทน ความร่วมมือกัน และการใช้เทคโนโลยี
เพื่อยกระดับศักยภาพของคนไทย ทรงเน้นที่เรื่องความพอประมาณที่จะนำไปสู่เสถียรภาพและภูมิคุ้มกัน และทรงแสดงตัวอย่างของการพัฒนาอย่างทั่วถึงที่ตั้งอยู่บนหลักของความเมตตาอย่างแท้จริง พระบรมราโชวาทที่ผมได้อัญเชิญมาในวันนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าใครก็ตามที่ได้มีโอกาสศึกษาพระบรมราโชวาทและแนวทางการทรงงานของพระองค์ท่านจะพบองค์ความรู้และหลักคิดที่มีประโยชน์อีกมากมาย

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในวันนี้กำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็จัดได้ว่ามีความมั่นคงมากกว่าประเทศอุตสาหกรรมหลักและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ เพราะเศรษฐกิจไทยมีกันชนเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีสามารถรองรับแรงปะทะจากความผันผวนภายนอกได้ ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง การว่างงานอยู่ในระดับต่ำ รัฐบาลมีฐานะการคลังที่ดี และกำลังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจหลายเรื่องซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับศักยภาพ และผลิตภาพของประเทศ อย่างไรก็ดี เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจและสังคมไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทาย ความไม่แน่นอน และความผันผวนจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกมาก จากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ “เติบโตต่ำเกินไป ต่อเนื่องนานเกินไป
และมีคนจำนวนน้อยเกินไปที่ได้รับประโยชน์

หลักคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานไว้จะเป็นแนวทางสำคัญที่ “ทำให้ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข” และเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลแต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า

ถ้าทุกคนยึดมั่นว่า เราต้องช่วยกันและต้องพยายามที่จะปฏิบัติงานของตน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต
ด้วยความตั้งใจดี ด้วยความเอาใจใส่ดีในหน้าที่ของตน เชื่อได้ว่า ส่วนรวมจะอยู่ได้ อย่างมั่นคงและถาวรแน่
” [16]

ขอบคุณครับ

 

 

----------------------------------

[1] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่เยาวชนจังหวัดปทุมธานี วันที่ 1 พฤษภาคม 2513

[2] พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 16 กรกฎาคม 2531

[3] พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ครูและนักเรียน โรงเรียนจิตรลดา
วันที่ 27 มีนาคม 2523

[4] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯเนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2533

[5] พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันที่ 18 ตุลาคม 2522

[6] พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 9 กรกฎาคม 2530

[7] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากวารสารชัยพัฒนา ประจำเดือนสิงหาคม 2542

[8] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2541

[9] พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันที่ 30 ตุลาคม 2521

[10] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2529

[11] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2521

[12] พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงดนตรี ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีนาคม 2517

[13] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกทรงครองราชย์ครบ 50 ปี

[14] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2519

[15] พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเพื่ออัญเชิญลงพิมพ์ในนิตยสารที่ระลึกครบ 36 ปี ของสโมสรไลออนส์แห่งกรุงเทพ ในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ 31 มีนาคม 2538

[16] พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะกรรมการสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 6 ตุลาคม 2512

บทความอื่นๆ