facebook share
facebook share
ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร
รศ.ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร เป็นกรรมการสถาบันมั่นพัฒนา และอาจารย์หลักสูตรการจัดการ มหาบัณฑิตสาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) หลักสูตรนานาชาติ วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล ถูกคัดเลือกให้รับรางวัล "Outstanding Leadership Award" หรือ "รางวัลผู้นำดีเด่น" ซึ่งรางวัลนี้มอบให้แก่ผู้นำที่มีผลงานโดดเด่น ในการอุทิศตนถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับประชาคมโลก
บทความอื่นๆ
เศรษฐกิจพอเพียงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ตอนที่ 1
เศรษฐกิจพอเพียงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ตอนที่ 1

         ธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถแข่งขันได้อย่างดีในตลาดโลกหรือไม่ เป็นหนึ่งในคำถามที่อยู่ในใจของใครๆ หลายๆ คนก่อนที่จะตอบคำถามเหล่านั้น เราคงต้องพิจารณากันก่อนว่าธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง 


          ลักษณะประการแรกคือ การให้ความสำคัญต่อพนักงานเป็นอันดับต้นๆ ลักษณะถัดมาคือ มีการลงทุนในการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการปลดพนักงานแม้ในยามวิกฤติ ซึ่งทำให้พนักงานมี “ใจ” ในการทำงาน มีความรู้สึกมีส่วนร่วมในองค์กรธุรกิจ และลักษณะประการสุดท้ายขององค์กรธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ การลงทุนในการรักษาและพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้วยเงินหรือการลงทุนด้วยแรงก็ตาม โดยไม่เกรงว่ากำไรระยะสั้นจะน้อยลง 


          นอกเหนือจากนี้แล้วลักษณะที่เห็นเด่นชัดมากๆ อีกประการแห่งองค์กรธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ นิยมไทย ซึ่งจะแสดงออกในส่วนต่างๆ ของธุรกิจ 
          

          จากการศึกษาของกลุ่มวิจัยภาวะผู้นำวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2547 คุณลักษณะทั้งสามประการเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมร่วมแห่งองค์กรซึ่งเป็นรากฐานแห่งวัฒนธรรมองค์กรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง


          ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ดีในตลาดโลก แน่นอนต้นทุนสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยหนึ่ง แต่คงเป็นปัจจัยที่นักธุรกิจควบคุมไม่ค่อยจะได้ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ที่ผันผวนเช่นกัน เช่นค่าน้ำมัน ค่าแรงงานที่สูงขึ้น นอกเหนือจากนี้ประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงงานต่ำมากเช่น จีน หรือแม้แต่เวียดนาม ก็เป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในตลาดโลกเช่นกัน 
          

           ดังนั้นการแข่งขันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกแล้ว องค์กรธุรกิจไทยคงต้องหันมาแข่งขันกันด้านนวัตกรรมในสินค้าหรือบริการ สินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าที่อื่น ราคาสูงหน่อยก็มีคนซื้อ จากผลของการสำรวจความเห็นของ CEOs ทั่วโลกโดย IBM ในปี 2006 พบว่าแหล่งนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในองค์กรธุรกิจ ไม่ได้มาจากหน่วยวิจัยและพัฒนา ไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือแม้แต่บริษัทที่ปรึกษาต่างๆ แต่ CEOs เหล่านี้บอกว่าแหล่งนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในองค์กรของเขาเองคือ พนักงานนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกลับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เอาคนเป็นหลักสำคัญในการพัฒนานั่นเอง


            การที่องค์กรธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคุณธรรมกับพนักงานนั้น ทำให้พนักงานมีความสุขซึ่งพนักงานที่มีความสุขเท่านั้น ไม่ใช่พนักงานที่มีความทุกข์ ที่จะมี “ใจ” ที่จะพัฒนางานและองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าพนักงานถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง หรือมีความทุกข์เพราะว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว พนักงานเหล่านี้คงไม่มีกำลังใจอะไรที่จะมาอุทิศตนให้กับการทำงานแน่ๆ 


            ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า องค์กรธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างจริงใจนั้นจะมีนวัตกรรมสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ หรือนวัตกรรมในกระบวนการทำงานทั้งหมด การมีนวัตกรรมทั่วทั้งองค์กรเช่นนี้ ทำให้ลอกเลียนแบบได้ยากมาก จึงทำให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงมากเช่นกัน  
          

            ค่านิยมอีกประการหนึ่งขององค์กรธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ การรักษา และพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ค่านิยมนี้มักจะปรากฏให้เห็นในองค์กรโดยทั่วไป เช่น การประหยัดทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ในโรงงานหรือในสถานที่ทำงาน การส่งเสริมให้พนักงานออกไปพัฒนาสังคม ซึ่งมีอยู่ให้เห็นโดยทั่วไป 


            ค่านิยมร่วมแห่งองค์กรซึ่งเป็นรากฐานแห่งวัฒนธรรมแห่งองค์กรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่กล่าวมานี้จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจได้อย่างไรโปรดติดตามต่อใน ฉบับหน้า

บทความอื่นๆ