facebook share
facebook share
ดร.พูมใจ
นาคสกุล
อดีตผู้บริหารส่วน ฝ่ายวิจัย สายนโยบายการเงิน และอดีตผู้บริหารทีม ทีมแบบจำลองเชิงปริมาณและวิศวกรรมการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง First Senior Vice President (FSVP), Quantitative Models & Enterprise Analytics ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา
บทความอื่นๆ
“พอเพียงเพื่อยั่งยืน” ศาสตร์ของพระราชาเพื่อการพัฒนาที่สมดุลของประเทศไทยและสากล
“พอเพียงเพื่อยั่งยืน” ศาสตร์ของพระราชาเพื่อการพัฒนาที่สมดุลของประเทศไทยและสากล

(9 ก.ค. 2561) วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ในหัวข้อ "Moving towards SDGs 2030 via CSR and SEP" ระหว่างวันที่ 9-21 กรกฎาคม 2561 ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ บางพลัด กรุงเทพฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและการพัฒนามนุษย์ที่มีศักยภาพในการดูแลพึ่งพาตนเองได้ ควบคู่กับการทำธุรกิจที่คำนึงถึงสังคม และการเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานและประเทศของตนเองได้อย่างเหมาะสม

ผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ประกอบด้วยผู้ที่ทำงานด้านสังคมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ, เอเชียกลาง, อัฟริกา, ยุโรป, แปซิฟิกใต้ และอเมริกา รวมประมาณ 20 คน

ดร.พูมใจ นาคสกุล ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา กล่าวบรรยายเพื่อสร้างความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานของการนำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในหัวข้อ “Concept of Sufficiency Economy Philosophy (SEP)” โดยแบ่งประเด็นออกเป็น 3 คำถาม ได้แก่ ทำไม ? อะไร ? และ อย่างไร ?

ทำไมถึงต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำไมถึงต้องพอเพียง ? หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นว่ามนุษย์มีความพยายามที่จะทำให้ตัวเองสามารถอยู่อาศัยโลกใบนี้ได้อย่างสบายและมีความสุขมากยิ่งขึ้นมาโดยตลอด นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง รวมถึงการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งนำมาสู่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ ๆ การปฏิวัติอุตสาหกรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย เราไม่เคย “ตั้งใจ” ทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ตระหนักว่าการพัฒนาที่มุ่งแต่ประโยชน์ของมนุษย์อย่างเดียวต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ซึ่งย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ด้านเคมีเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มสังเกตเห็นว่าชั้นโอโซนของโลกเบาบางลงไปกว่าแต่ก่อน ซึ่งเป็นผลจากการใช้สารเคมีต่าง ๆ ในการทำอุตสาหกรรม การเกษตร การเผาไหม้เชื้อเพลิง ฯลฯ ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ว่าการพัฒนาที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้เป็นแบบ Win-Win แต่ฝ่ายที่ต้องรับผลกระทบก็คือสิ่งแวดล้อม และในท้ายที่สุดสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายนี้ก็จะวนกลับมาเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวมนุษย์เอง กลายเป็นโลกถูกทำลาย แพ้ด้วยกันทุกฝ่าย นี่คือการพัฒนาที่รวดเร็ว เห็นผล แต่ไม่ยั่งยืน

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาแบบเห็นแก่ตัวและไม่ยั่งยืนก็คือ ความต้องการที่จะยกระดับความเป็นอยู่อย่างไม่พอดี ความต้องการที่จะมั่งคั่งและเป็นมหาอำนาจ เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แต่ละประเทศในโลกถูกจัดกลุ่มเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศพัฒนาน้อย ซึ่งแม้ขณะนี้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีจำนวนเพียงหยิบมือหากเปรียบเทียบกับอีกสองกลุ่ม ปัจจุบันก็ยังมีคนอดอยากอยู่อย่างดาษดื่น แต่การจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องแลกด้วยการใช้ทรัพยากรแบบเกินขีดจำกัดในอัตราที่เทียบเท่าขนาดโลกกว่า 1.5 ใบ

ดร.พูมใจเล่าให้ฟังว่า มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า กว่าประเทศอังกฤษจะยิ่งใหญ่ได้ ก็ต้องสูญเสียกันไปครึ่งโลกแล้วด้วยการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด หมายความว่าประชากรรุ่นถัด ๆ ไปก็มีความเสี่ยงมากที่จะต้องเผชิญกับภาวะขาดทรัพยากรอย่างรุนแรง

ดร.พูมใจจึงชวนให้ลองนึกภาพว่าถ้าประเทศในอีกสองกลุ่มที่เหลือซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกอยากก้าวไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วบ้าง แต่ใช้วิธีการพัฒนาแบบเดิม ๆ เราจะต้องสูญเสียทรัพยากรกันไปอีกเท่าไหร่ และอนาคตลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร เหล่านี้จึงเป็นที่มาของความคิดในการปรับเป้าหมายการพัฒนากันใหม่ จากการยกระดับความเป็นอยู่ให้ทัดเทียมกับมหาอำนาจ เป็นการพัฒนาให้ประชาชนมีความอยู่ดี กินดี มีความสุขในบริบทที่แต่ละประเทศสามารถทำได้ ด้วยกำลังที่มีอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัสเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี 2540

แล้วเราต้องทำอะไร ? ปัญหาการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืนนี้มีความต่างจากปัญหาใหญ่อื่น ๆ เช่น สงคราม เพราะหากมีสงครามเกิดขึ้น เราได้บทเรียน เรามีอุทาหรณ์ เราก็ต้องดำเนินการเพื่อดำรงรักษาสันติภาพในโลกและหยุดยั้งสิ่งที่จะนำมาสู่การเกิดสงคราม แต่การพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที ไม่สามารถหยุดได้ เพราะการพัฒนาเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้น แต่สิ่งที่สามารถทำได้ คือการพลิกโฉมการพัฒนาให้เป็นการพัฒนาแบบที่ไม่กลับมาทำร้ายเราในภายหลัง และเป็นการพัฒนาที่ทำให้คนรุ่นหลังอาศัยอยู่บนโลกได้อย่างมีความสุขต่อไป

ดร.พูมใจอธิบายว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ในภาคส่วนไหนก็สามารถมีส่วนร่วมได้ โดยปัจจุบันโลกมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย (Sustainable Development Goals - SDGs) ขององค์การสหประชาติ เป็นกรอบการทำงานสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ โดย SDGs แต่ละข้อมีความเชื่อมโยงกันหมด เช่น หากคุณทำเรื่องความเท่าเทียมทางเพศโดยเน้นเรื่องการเพิ่มกำลัง ศักยภาพ รวมไปถึงสิทธิต่าง ๆ ของสตรี ก็จะช่วยนำไปสู่ความยั่งยืนในเรื่องอื่น ๆ ได้ เพราะผู้หญิงนับว่ามีความสามารถและศักยภาพที่สูงมากในด้านการพัฒนา การร่วมมือ รวมไปถึงเรื่องของสันติภาพ

ดร.พูมใจกล่าวต่อไปว่า โครงการการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องมีความ “ยั่งยืน” ด้วยรากฐานที่มั่นคง เช่น หากคุณสร้างมูลนิธิเพื่อมุ่งช่วยเหลือคนยากไร้อย่างยั่งยืน แต่มูลนิธิของคุณกลับไม่มั่นคงและอยู่ได้แค่ไม่กี่ปี นั่นก็คงจะเรียกว่าโครงการที่ยั่งยืนไม่ได้ และที่สำคัญคือต้องมองการณ์ไกล ต้องมีหลักประกัน ต้องคำนึงถึงสิทธิ์พื้นฐานของมนุษย์ หากการพัฒนานั้นท้ายสุดแล้วกลายเป็นได้ผลประโยชน์กันไม่กี่กลุ่ม แต่มีช่องว่างในสังคม มีคนจนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่การพัฒนาที่ดีเช่นกัน ทุกคนควรจะมีหลักประกันในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัย ดังที่นายโคฟี่ อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติเคยกล่าวไว้ว่า “We will not enjoy development without security, or security without development. But I also stress that we will not enjoy either without universal respect for human rights.”

แล้วเราจะก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร ? คำตอบนั้นเป็นอะไรที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ในเมื่อเรารู้ว่าใช้ทรัพยากรโลกเกินขีดจำกัด ทำอะไรแบบสุดโต่งเกินไปโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบแล้ว เราก็ต้อง “ลด” การกระทำเหล่านั้นลงให้มาอยู่ในจุดที่ “พอดี” แต่การลงมือทำจริง ๆ นั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายดังคำพูด ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยเราได้ก็คือ “เครื่องมือ” บางอย่าง และตรงนี้เองที่ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะมาเป็นเครื่องที่จะช่วยให้เราปรับหลักคิด และมีหลักในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนที่สุด

ดร.พูมใจอธิบายว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่อย่างใด แต่กลับมีความสอดคล้องและครอบคลุมทั้ง 4 ปัจจัยของเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ สิ่งกระตุ้นการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์, หลักการตัดสินใจลงมือกระทำการต่าง ๆ, ส่วนประกอบและระบบการทำงานของแต่ละบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร และการขับเคลื่อนเกิดจากระบบและส่วนประกอบเหล่านั้น ทว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะมุ่งเน้นไปปัจจัยสำคัญที่สุด คือ “การตัดสินใจ”

ดร.พูมใจอธิบายถึงโมเดลปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ว่ามีองค์ประกอบหลัก ๆ 3 คุณลักษณะ ได้แก่ พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน, และ 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้ และคุณธรรม

คุณลักษณะทั้ง 3 ประการดังกล่าว เป็นเหมือนเครื่องกรอง ที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรสักอย่างก็ต้องนำมากรองผ่านเครื่องนี้ก่อน เพื่อให้ได้การติดสินใจที่ถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.พูมใจอธิบายเรื่อง “ความพอประมาณ” ว่า เมื่อก่อนนี้เรามีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีความโลภเป็นพื้นฐาน และความโลภนำมาสู่การพัฒนาและการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ความเชื่อนี้ไม่ผิดไปเสียทีเดียว แต่ความโลภไม่ใช่ทุกอย่างของมนุษย์ เรายังมีเหตุผลอื่น ๆ ประกอบในการทำอะไรสักอย่างด้วย ดังนั้น หากเราลองเปลี่ยนจากคำว่า “โลภ (Greed)” มาเป็นคำว่า “ปรารถนา (Desire)” เราอาจจะได้วิสัยทัศน์ของความคิดที่กว้างไกลและประนีประนอมมากขึ้น เราสามารถเลือกได้ว่าปรารถนาที่จะมี “มากขึ้น” หรือปรารถนาจะมีแบบ “พอประมาณ” หากเราปรารถนาที่จะมี “มากขึ้น” เรื่อย ๆ เราก็จะคิดถึงแต่เรื่องปริมาณ ตัวเลขว่า ตอนนี้เรามีมากกว่าเดิมเท่าไหร่ และปีถัดไปเราต้องมีมากขึ้นไปกว่านี้อีก กลายเป็นกราฟที่มีแต่จะขึ้นไปเรื่อย ๆ

ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งกราฟ คือสิ่งที่ต้องสูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย ความเหลื่อมล้ำในสังคม ฯลฯ ที่แปรผกผันกับความต้องการที่มากขึ้นของเราเสมอ ฉะนั้น หากเราไม่รู้จักพอ เราจะไม่มีวันมาพบจุดพอดีหรือ Equilibrium ได้เลย

การลดความต้องการที่มากเกินไป แล้วขยับเข้ามาหาจุดพอดีนี้เองที่เรียกว่าการมุ่งสู่ความพอประมาณ ที่ไม่ใช่การต้องมีให้น้อยที่สุด ต้องเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น แต่มีให้พอดีสมกับฐานะความเป็นอยู่ มีความสุขในแบบของเรา ซึ่งก็เป็นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับแนวคิด “ทางสายกลาง” ของพระพุทธศาสนาด้วย

ส่วน “ความมีเหตุผล” นั้นก็ตรงตามชื่อ คือ ทุกอย่างที่เป็น “ผล” ก็ล้วนแต่ต้องเกิดมาจาก “เหตุ” เคยมีคนกล่าวแบบตลกร้ายว่า นักคิดที่ยึดมั่นในหลักของพระพุทธศาสนาและความพอเพียงนั้นไม่เคย “แก้ปัญหา” อะไรได้ ซึ่งหากเรามาพินิจพิจารณาดูดี ๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่าจริง เพราะการต่อกรกับปัญหาตามหลักของเหตุและผลนั้น วิธีการไม่ใช่การแก้ที่ตัวปัญหา ซึ่งเป็น “ผล” แต่ต้องไปกำจัดที่ตัว “เหตุ” เช่นเดียวกับการดับไฟ เมื่อเกิดไฟไหม้ สิ่งที่นักดับเพลิงทำไม่ใช่การทำลายไฟ แต่เป็นการขจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดไฟลุกโชน นั่นคือ ความร้อน ตัวจุดชนวน และก๊าซที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเผาไหม้ สำหรับเรื่องอื่นก็เช่นกัน ทุกปัญหาใหญ่จะมีห่วงโซ่ของเหตุและผลของปัญหาที่เล็กกว่าร้อยเรียงต่อกันไป สิ่งที่ต้องทำก็คือไล่ตามห่วงโซ่นี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจุดของเหตุที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาทุกอย่าง จึงจะสามารถคลายห่วงโซ่นี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยประสบกับปัญหาป่าถูกทำลาย ทว่าการปลูกป่าที่น่าจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเพียงการกำจัด “ผล”ไม่ใช่ทางออกที่ดีหรือยั่งยืนที่สุด เพราะเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ ก็มีตามธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำก็อาจไม่ใช่ต้นตอสำคัญ เพราะเมื่อฝนตกหนักก็ยังมีน้ำท่วมให้เห็นแทบทุกปี ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำที่ไหลลงจากภูเขา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเหล่านี้ไหลผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์แถมยังท่วมบ้านเรือนราษฎร และเพื่อให้น้ำเหล่านี้ไปเลี้ยงเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าต่าง ๆ บนภูเขา ทำให้ป่าฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ในที่สุด นี่คือการขจัดปัญหาโดยการแก้ที่ต้นเหตุด้วยวิธีการที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ในส่วนของ “ภูมิคุ้มกัน”นั้น สิ่งต่าง ๆ สามารถจะคงอยู่อย่างยั่งยืนได้ต้องมีแผนคุ้มกันสำหรับอนาคต ซึ่งภูมิคุ้มกันในที่นี้เป็นคนละเรื่องกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างที่หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจ เพราะการบริหารจัดการความเสี่ยงมักจะอยู่ในรูปแบบของการซื้อประกันหรือการกระจายความเสี่ยงไปอยู่กับบุคคลหรือภาคส่วนอื่น ๆ แต่เมื่อถึงคราวที่เกิดวิกฤตอย่างใหญ่หลวงขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ทุกสิ่งจะได้รับผลกระทบไปด้วยกันทั้งหมด แม้แต่บริษัทประกันหรือหุ้นส่วน ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างภูมคุ้มกันก็คือการ “เรียนรู้” โดยเฉพาะการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ประเทศไทยเองเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2008 หรือ Hamburger Crisis มากนัก เพราะได้เรียนรู้จากประสบการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งมาก่อนแล้ว แต่การเรียนรู้นั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถศึกษาข้อผิดพลาดที่ยังไม่เกิดขึ้นกับเราเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตได้ ไม่ต่างจากการนำเอาส่วนหนึ่งของเชื่อโรคมาเป็นส่วนประกอบของการผลิตเป็นวัคซีน เพื่อสอนให้เม็ดเลือดขาวได้รู้จักโรคชนิดนี้ และจะได้สามารถเตรียมการเพื่อต่อสู้หรือป้องกันโรคดังกล่าวต่อไปหากมีการรับเชื้อเข้ามาจริง ๆ

สำหรับเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม” ที่ต้องมีเป็นพื้นฐานควบคู่ไปกับการใช้ 3 คุณลักษณะเพื่อเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจนั้น ในส่วนของ “ความรู้” ดร.พูมใจ ให้แนวคิดว่าการศึกษาหาความรู้ ไม่ควรเน้นแต่เรื่องปริมาณ แต่ควรจะรู้ลึก และรู้อย่างหลากหลาย การจะต่อกรกับปัญหาหรือพัฒนาอะไรสักอย่างให้ได้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน ต้องอาศัยความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากหลากหลายแขนงและหลายแง่มุม ทั้งนี้ การระดมสมองและความคิดจากคนในหลายระดับหลายภาคส่วนก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะสำรับโครงการระดับประเทศ ที่ผ่านมาเรามักจะเชื่อใจนักวิชาการหรือคนที่มีตำแหน่งดอกเตอร์นำหน้าโดยไม่ได้คำนึงว่าคนเหล่านั้นก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง ความรู้บางอย่างที่เป็นประโยชน์อาจจะอยู่กับปราชญ์ชาวบ้าน หรือคนทั่ว ๆ ไปที่ถนัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษก็ได้ การหยิบเอาความรู้และความเห็นของคนเหล่านี้มาหลอมรวมกันจึงเป็นอะไรที่จะมีประโยชน์ครบถ้วนมากกว่า

การมีความรู้อย่างเดียวอาจไม่พอ ดังนั้น “คุณธรรม” จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการมีคุณธรรมจะช่วยชี้นำให้เราไม่ไปใช้ความรู้ในทางที่ผิด ดังที่เมื่อก่อนหลาย ๆ คนมีความคิดว่า ถ้านักการเมืองมีผลงานให้เห็นประจักษ์มากมาย แค่ติดเรื่องคอรัปชั่นนิด ๆ หน่อย ๆ จะมองข้ามไปบ้างก็ได้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าผิดหลักของคุณธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เข้าใจผิดว่าคุณธรรมนั้นหมายถึงการกระทำที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเป็นย่างเดียว แต่คุณธรรมในที่นี้ยังรวมไปถึงความอดทน ความขยันหมั่นเพียร ความมานะอุตสาหะ และความตั้งมั่นแน่วแน่ เพราะการก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค หากปราศจากคุณธรรมดังที่กล่าวมาช่วยเสริมส่งไปด้วยก็ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้เลย

ในช่วงท้ายของการบรรยาย ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นพร้อมตั้งคำถามว่า หลักคิดของความพอเพียงนั้นเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งหากทุกคนมีและสามารถปฏิบัติได้จริงก็จะก่อให้เกิดผลดีมากมายต่อประเทศและโลกใบนี้ ทว่าความคิดนี้อาจเป็นเหมือนฝันกลางวัน เพราะในสังคมก็มีคนอยู่มากมาย อาจเป็นไปได้ยากที่จะเห็นทุกคนมีความคิดไปในทางเดียวกัน

ในประเด็นนี้ ดร.พูมใจ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากอย่างที่ว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยอาจจะเริ่มที่การตระหนักอยู่เสมอว่า บางสิ่งที่เราคิดว่าสมเหตุสมผล อาจจะเป็นเพียงอิทธิพลจากค่านิยมใดค่านิยมหนึ่ง หรือเพียงแค่เราถูกบอกให้คิดเช่นนั้น เช่น การโฆษณาสินค้าในปัจจุบันที่ไม่ได้เน้นการบอกสรรพคุณ แต่กลับบอกให้คิดตามเลยว่าทำไมเราต้องมีสินค้านี้อยู่ที่บ้าน เช่นเดียวกัน บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเป็นธรรมชาติของคน เช่น ความโลภ ความหลงใหลในวัตถุ การมองความสำเร็จระยะสั้น ฯลฯ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากนโยบายหรือกระแสสังคมของยุค ๆ หนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น ลองคิดดูว่า หากมีการบรรจุปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศอย่างลึกซึ้งและเป็นระบบ ไม่แน่ว่าในวันใดวันหนึ่งแนวคิดบริโภคนิยมสุดโต่งอาจจะกลายเป็นสิ่งล้าหลังไปเลยก็ได้ และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าแท้ที่จริงแล้วเมื่อสมัยก่อนชาวไทยก็มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงมาเป็นเวลาช้านาน ก่อนที่ความเป็นอยู่ดังกล่าวจะเริ่มจางหายและเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงพูดไม่ได้เสียทีเดียวว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนที่มีหลักคิดของความพอเพียงและมองเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจะกลายเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคม

ท้ายสุด ดร.พูมใจ ได้เน้นย้ำว่า หากเราจะทำอะไรสักอย่างเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่าคิดว่าเราเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ หรืออยู่ในประเทศเล็ก ๆ ไม่มีอิทธิพลอะไรเหมือนกับประเทศมหาอำนาจ จริงอยู่ที่เราอาจไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หรือเด่นชัดแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ แต่ให้คิดไว้เสมอว่ากลุ่มก้อนขนาดใหญ่ก็กำเนิดมาจากส่วนประกอบเล็ก ๆ รวมตัวกันทั้งนั้น ไม่แน่ว่าวันหนึ่งหากโลกใบนี้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ทั้งหมด โลกก็อาจจะจดจำประเทศของคุณในฐานะผู้ริเริ่มจุดประกายอย่างแข็งขันก็เป็นได้อย่างที่ประเทศภูฐานประสบความสำเร็จในการเป็นประเทศ Carbon Negative มาแล้ว

(9 ก.ค. 2561) วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ในหัวข้อ "Moving towards SDGs 2030 via CSR and SEP" ระหว่างวันที่ 9-21 กรกฎาคม 2561 ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ บางพลัด กรุงเทพฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและการพัฒนามนุษย์ที่มีศักยภาพในการดูแลพึ่งพาตนเองได้ ควบคู่กับการทำธุรกิจที่คำนึงถึงสังคม และการเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานและประเทศของตนเองได้อย่างเหมาะสม

ผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ประกอบด้วยผู้ที่ทำงานด้านสังคมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ, เอเชียกลาง, อัฟริกา, ยุโรป, แปซิฟิกใต้ และอเมริกา รวมประมาณ 20 คน

ดร.พูมใจ นาคสกุล ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา กล่าวบรรยายเพื่อสร้างความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานของการนำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในหัวข้อ “Concept of Sufficiency Economy Philosophy (SEP)” โดยแบ่งประเด็นออกเป็น 3 คำถาม ได้แก่ ทำไม ? อะไร ? และ อย่างไร ?

ทำไมถึงต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำไมถึงต้องพอเพียง ? หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นว่ามนุษย์มีความพยายามที่จะทำให้ตัวเองสามารถอยู่อาศัยโลกใบนี้ได้อย่างสบายและมีความสุขมากยิ่งขึ้นมาโดยตลอด นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง รวมถึงการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งนำมาสู่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ ๆ การปฏิวัติอุตสาหกรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย เราไม่เคย “ตั้งใจ” ทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ตระหนักว่าการพัฒนาที่มุ่งแต่ประโยชน์ของมนุษย์อย่างเดียวต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ซึ่งย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ด้านเคมีเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มสังเกตเห็นว่าชั้นโอโซนของโลกเบาบางลงไปกว่าแต่ก่อน ซึ่งเป็นผลจากการใช้สารเคมีต่าง ๆ ในการทำอุตสาหกรรม การเกษตร การเผาไหม้เชื้อเพลิง ฯลฯ ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ว่าการพัฒนาที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้เป็นแบบ Win-Win แต่ฝ่ายที่ต้องรับผลกระทบก็คือสิ่งแวดล้อม และในท้ายที่สุดสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายนี้ก็จะวนกลับมาเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวมนุษย์เอง กลายเป็นโลกถูกทำลาย แพ้ด้วยกันทุกฝ่าย นี่คือการพัฒนาที่รวดเร็ว เห็นผล แต่ไม่ยั่งยืน

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาแบบเห็นแก่ตัวและไม่ยั่งยืนก็คือ ความต้องการที่จะยกระดับความเป็นอยู่อย่างไม่พอดี ความต้องการที่จะมั่งคั่งและเป็นมหาอำนาจ เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แต่ละประเทศในโลกถูกจัดกลุ่มเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศพัฒนาน้อย ซึ่งแม้ขณะนี้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีจำนวนเพียงหยิบมือหากเปรียบเทียบกับอีกสองกลุ่ม ปัจจุบันก็ยังมีคนอดอยากอยู่อย่างดาษดื่น แต่การจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องแลกด้วยการใช้ทรัพยากรแบบเกินขีดจำกัดในอัตราที่เทียบเท่าขนาดโลกกว่า 1.5 ใบ

ดร.พูมใจเล่าให้ฟังว่า มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า กว่าประเทศอังกฤษจะยิ่งใหญ่ได้ ก็ต้องสูญเสียกันไปครึ่งโลกแล้วด้วยการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด หมายความว่าประชากรรุ่นถัด ๆ ไปก็มีความเสี่ยงมากที่จะต้องเผชิญกับภาวะขาดทรัพยากรอย่างรุนแรง

ดร.พูมใจจึงชวนให้ลองนึกภาพว่าถ้าประเทศในอีกสองกลุ่มที่เหลือซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกอยากก้าวไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วบ้าง แต่ใช้วิธีการพัฒนาแบบเดิม ๆ เราจะต้องสูญเสียทรัพยากรกันไปอีกเท่าไหร่ และอนาคตลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร เหล่านี้จึงเป็นที่มาของความคิดในการปรับเป้าหมายการพัฒนากันใหม่ จากการยกระดับความเป็นอยู่ให้ทัดเทียมกับมหาอำนาจ เป็นการพัฒนาให้ประชาชนมีความอยู่ดี กินดี มีความสุขในบริบทที่แต่ละประเทศสามารถทำได้ ด้วยกำลังที่มีอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัสเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี 2540

แล้วเราต้องทำอะไร ? ปัญหาการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืนนี้มีความต่างจากปัญหาใหญ่อื่น ๆ เช่น สงคราม เพราะหากมีสงครามเกิดขึ้น เราได้บทเรียน เรามีอุทาหรณ์ เราก็ต้องดำเนินการเพื่อดำรงรักษาสันติภาพในโลกและหยุดยั้งสิ่งที่จะนำมาสู่การเกิดสงคราม แต่การพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที ไม่สามารถหยุดได้ เพราะการพัฒนาเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้น แต่สิ่งที่สามารถทำได้ คือการพลิกโฉมการพัฒนาให้เป็นการพัฒนาแบบที่ไม่กลับมาทำร้ายเราในภายหลัง และเป็นการพัฒนาที่ทำให้คนรุ่นหลังอาศัยอยู่บนโลกได้อย่างมีความสุขต่อไป

ดร.พูมใจอธิบายว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ในภาคส่วนไหนก็สามารถมีส่วนร่วมได้ โดยปัจจุบันโลกมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย (Sustainable Development Goals - SDGs) ขององค์การสหประชาติ เป็นกรอบการทำงานสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ โดย SDGs แต่ละข้อมีความเชื่อมโยงกันหมด เช่น หากคุณทำเรื่องความเท่าเทียมทางเพศโดยเน้นเรื่องการเพิ่มกำลัง ศักยภาพ รวมไปถึงสิทธิต่าง ๆ ของสตรี ก็จะช่วยนำไปสู่ความยั่งยืนในเรื่องอื่น ๆ ได้ เพราะผู้หญิงนับว่ามีความสามารถและศักยภาพที่สูงมากในด้านการพัฒนา การร่วมมือ รวมไปถึงเรื่องของสันติภาพ

ดร.พูมใจกล่าวต่อไปว่า โครงการการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องมีความ “ยั่งยืน” ด้วยรากฐานที่มั่นคง เช่น หากคุณสร้างมูลนิธิเพื่อมุ่งช่วยเหลือคนยากไร้อย่างยั่งยืน แต่มูลนิธิของคุณกลับไม่มั่นคงและอยู่ได้แค่ไม่กี่ปี นั่นก็คงจะเรียกว่าโครงการที่ยั่งยืนไม่ได้ และที่สำคัญคือต้องมองการณ์ไกล ต้องมีหลักประกัน ต้องคำนึงถึงสิทธิ์พื้นฐานของมนุษย์ หากการพัฒนานั้นท้ายสุดแล้วกลายเป็นได้ผลประโยชน์กันไม่กี่กลุ่ม แต่มีช่องว่างในสังคม มีคนจนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่การพัฒนาที่ดีเช่นกัน ทุกคนควรจะมีหลักประกันในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัย ดังที่นายโคฟี่ อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติเคยกล่าวไว้ว่า “We will not enjoy development without security, or security without development. But I also stress that we will not enjoy either without universal respect for human rights.”

แล้วเราจะก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร ? คำตอบนั้นเป็นอะไรที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ในเมื่อเรารู้ว่าใช้ทรัพยากรโลกเกินขีดจำกัด ทำอะไรแบบสุดโต่งเกินไปโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบแล้ว เราก็ต้อง “ลด” การกระทำเหล่านั้นลงให้มาอยู่ในจุดที่ “พอดี” แต่การลงมือทำจริง ๆ นั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายดังคำพูด ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยเราได้ก็คือ “เครื่องมือ” บางอย่าง และตรงนี้เองที่ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะมาเป็นเครื่องที่จะช่วยให้เราปรับหลักคิด และมีหลักในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนที่สุด

ดร.พูมใจอธิบายว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่อย่างใด แต่กลับมีความสอดคล้องและครอบคลุมทั้ง 4 ปัจจัยของเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ สิ่งกระตุ้นการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์, หลักการตัดสินใจลงมือกระทำการต่าง ๆ, ส่วนประกอบและระบบการทำงานของแต่ละบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร และการขับเคลื่อนเกิดจากระบบและส่วนประกอบเหล่านั้น ทว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะมุ่งเน้นไปปัจจัยสำคัญที่สุด คือ “การตัดสินใจ”

ดร.พูมใจอธิบายถึงโมเดลปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ว่ามีองค์ประกอบหลัก ๆ 3 คุณลักษณะ ได้แก่ พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน, และ 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้ และคุณธรรม

คุณลักษณะทั้ง 3 ประการดังกล่าว เป็นเหมือนเครื่องกรอง ที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรสักอย่างก็ต้องนำมากรองผ่านเครื่องนี้ก่อน เพื่อให้ได้การติดสินใจที่ถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.พูมใจอธิบายเรื่อง “ความพอประมาณ” ว่า เมื่อก่อนนี้เรามีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีความโลภเป็นพื้นฐาน และความโลภนำมาสู่การพัฒนาและการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ความเชื่อนี้ไม่ผิดไปเสียทีเดียว แต่ความโลภไม่ใช่ทุกอย่างของมนุษย์ เรายังมีเหตุผลอื่น ๆ ประกอบในการทำอะไรสักอย่างด้วย ดังนั้น หากเราลองเปลี่ยนจากคำว่า “โลภ (Greed)” มาเป็นคำว่า “ปรารถนา (Desire)” เราอาจจะได้วิสัยทัศน์ของความคิดที่กว้างไกลและประนีประนอมมากขึ้น เราสามารถเลือกได้ว่าปรารถนาที่จะมี “มากขึ้น” หรือปรารถนาจะมีแบบ “พอประมาณ” หากเราปรารถนาที่จะมี “มากขึ้น” เรื่อย ๆ เราก็จะคิดถึงแต่เรื่องปริมาณ ตัวเลขว่า ตอนนี้เรามีมากกว่าเดิมเท่าไหร่ และปีถัดไปเราต้องมีมากขึ้นไปกว่านี้อีก กลายเป็นกราฟที่มีแต่จะขึ้นไปเรื่อย ๆ

ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งกราฟ คือสิ่งที่ต้องสูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย ความเหลื่อมล้ำในสังคม ฯลฯ ที่แปรผกผันกับความต้องการที่มากขึ้นของเราเสมอ ฉะนั้น หากเราไม่รู้จักพอ เราจะไม่มีวันมาพบจุดพอดีหรือ Equilibrium ได้เลย

การลดความต้องการที่มากเกินไป แล้วขยับเข้ามาหาจุดพอดีนี้เองที่เรียกว่าการมุ่งสู่ความพอประมาณ ที่ไม่ใช่การต้องมีให้น้อยที่สุด ต้องเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น แต่มีให้พอดีสมกับฐานะความเป็นอยู่ มีความสุขในแบบของเรา ซึ่งก็เป็นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับแนวคิด “ทางสายกลาง” ของพระพุทธศาสนาด้วย

ส่วน “ความมีเหตุผล” นั้นก็ตรงตามชื่อ คือ ทุกอย่างที่เป็น “ผล” ก็ล้วนแต่ต้องเกิดมาจาก “เหตุ” เคยมีคนกล่าวแบบตลกร้ายว่า นักคิดที่ยึดมั่นในหลักของพระพุทธศาสนาและความพอเพียงนั้นไม่เคย “แก้ปัญหา” อะไรได้ ซึ่งหากเรามาพินิจพิจารณาดูดี ๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่าจริง เพราะการต่อกรกับปัญหาตามหลักของเหตุและผลนั้น วิธีการไม่ใช่การแก้ที่ตัวปัญหา ซึ่งเป็น “ผล” แต่ต้องไปกำจัดที่ตัว “เหตุ” เช่นเดียวกับการดับไฟ เมื่อเกิดไฟไหม้ สิ่งที่นักดับเพลิงทำไม่ใช่การทำลายไฟ แต่เป็นการขจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดไฟลุกโชน นั่นคือ ความร้อน ตัวจุดชนวน และก๊าซที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเผาไหม้ สำหรับเรื่องอื่นก็เช่นกัน ทุกปัญหาใหญ่จะมีห่วงโซ่ของเหตุและผลของปัญหาที่เล็กกว่าร้อยเรียงต่อกันไป สิ่งที่ต้องทำก็คือไล่ตามห่วงโซ่นี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจุดของเหตุที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาทุกอย่าง จึงจะสามารถคลายห่วงโซ่นี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยประสบกับปัญหาป่าถูกทำลาย ทว่าการปลูกป่าที่น่าจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเพียงการกำจัด “ผล”ไม่ใช่ทางออกที่ดีหรือยั่งยืนที่สุด เพราะเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ ก็มีตามธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำก็อาจไม่ใช่ต้นตอสำคัญ เพราะเมื่อฝนตกหนักก็ยังมีน้ำท่วมให้เห็นแทบทุกปี ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำที่ไหลลงจากภูเขา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเหล่านี้ไหลผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์แถมยังท่วมบ้านเรือนราษฎร และเพื่อให้น้ำเหล่านี้ไปเลี้ยงเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าต่าง ๆ บนภูเขา ทำให้ป่าฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ในที่สุด นี่คือการขจัดปัญหาโดยการแก้ที่ต้นเหตุด้วยวิธีการที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ในส่วนของ “ภูมิคุ้มกัน”นั้น สิ่งต่าง ๆ สามารถจะคงอยู่อย่างยั่งยืนได้ต้องมีแผนคุ้มกันสำหรับอนาคต ซึ่งภูมิคุ้มกันในที่นี้เป็นคนละเรื่องกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างที่หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจ เพราะการบริหารจัดการความเสี่ยงมักจะอยู่ในรูปแบบของการซื้อประกันหรือการกระจายความเสี่ยงไปอยู่กับบุคคลหรือภาคส่วนอื่น ๆ แต่เมื่อถึงคราวที่เกิดวิกฤตอย่างใหญ่หลวงขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ทุกสิ่งจะได้รับผลกระทบไปด้วยกันทั้งหมด แม้แต่บริษัทประกันหรือหุ้นส่วน ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างภูมคุ้มกันก็คือการ “เรียนรู้” โดยเฉพาะการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ประเทศไทยเองเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2008 หรือ Hamburger Crisis มากนัก เพราะได้เรียนรู้จากประสบการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งมาก่อนแล้ว แต่การเรียนรู้นั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถศึกษาข้อผิดพลาดที่ยังไม่เกิดขึ้นกับเราเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตได้ ไม่ต่างจากการนำเอาส่วนหนึ่งของเชื่อโรคมาเป็นส่วนประกอบของการผลิตเป็นวัคซีน เพื่อสอนให้เม็ดเลือดขาวได้รู้จักโรคชนิดนี้ และจะได้สามารถเตรียมการเพื่อต่อสู้หรือป้องกันโรคดังกล่าวต่อไปหากมีการรับเชื้อเข้ามาจริง ๆ

สำหรับเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม” ที่ต้องมีเป็นพื้นฐานควบคู่ไปกับการใช้ 3 คุณลักษณะเพื่อเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจนั้น ในส่วนของ “ความรู้” ดร.พูมใจ ให้แนวคิดว่าการศึกษาหาความรู้ ไม่ควรเน้นแต่เรื่องปริมาณ แต่ควรจะรู้ลึก และรู้อย่างหลากหลาย การจะต่อกรกับปัญหาหรือพัฒนาอะไรสักอย่างให้ได้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน ต้องอาศัยความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากหลากหลายแขนงและหลายแง่มุม ทั้งนี้ การระดมสมองและความคิดจากคนในหลายระดับหลายภาคส่วนก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะสำรับโครงการระดับประเทศ ที่ผ่านมาเรามักจะเชื่อใจนักวิชาการหรือคนที่มีตำแหน่งดอกเตอร์นำหน้าโดยไม่ได้คำนึงว่าคนเหล่านั้นก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง ความรู้บางอย่างที่เป็นประโยชน์อาจจะอยู่กับปราชญ์ชาวบ้าน หรือคนทั่ว ๆ ไปที่ถนัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษก็ได้ การหยิบเอาความรู้และความเห็นของคนเหล่านี้มาหลอมรวมกันจึงเป็นอะไรที่จะมีประโยชน์ครบถ้วนมากกว่า

การมีความรู้อย่างเดียวอาจไม่พอ ดังนั้น “คุณธรรม” จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการมีคุณธรรมจะช่วยชี้นำให้เราไม่ไปใช้ความรู้ในทางที่ผิด ดังที่เมื่อก่อนหลาย ๆ คนมีความคิดว่า ถ้านักการเมืองมีผลงานให้เห็นประจักษ์มากมาย แค่ติดเรื่องคอรัปชั่นนิด ๆ หน่อย ๆ จะมองข้ามไปบ้างก็ได้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าผิดหลักของคุณธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เข้าใจผิดว่าคุณธรรมนั้นหมายถึงการกระทำที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเป็นย่างเดียว แต่คุณธรรมในที่นี้ยังรวมไปถึงความอดทน ความขยันหมั่นเพียร ความมานะอุตสาหะ และความตั้งมั่นแน่วแน่ เพราะการก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค หากปราศจากคุณธรรมดังที่กล่าวมาช่วยเสริมส่งไปด้วยก็ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้เลย

ในช่วงท้ายของการบรรยาย ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นพร้อมตั้งคำถามว่า หลักคิดของความพอเพียงนั้นเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งหากทุกคนมีและสามารถปฏิบัติได้จริงก็จะก่อให้เกิดผลดีมากมายต่อประเทศและโลกใบนี้ ทว่าความคิดนี้อาจเป็นเหมือนฝันกลางวัน เพราะในสังคมก็มีคนอยู่มากมาย อาจเป็นไปได้ยากที่จะเห็นทุกคนมีความคิดไปในทางเดียวกัน

ในประเด็นนี้ ดร.พูมใจ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากอย่างที่ว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยอาจจะเริ่มที่การตระหนักอยู่เสมอว่า บางสิ่งที่เราคิดว่าสมเหตุสมผล อาจจะเป็นเพียงอิทธิพลจากค่านิยมใดค่านิยมหนึ่ง หรือเพียงแค่เราถูกบอกให้คิดเช่นนั้น เช่น การโฆษณาสินค้าในปัจจุบันที่ไม่ได้เน้นการบอกสรรพคุณ แต่กลับบอกให้คิดตามเลยว่าทำไมเราต้องมีสินค้านี้อยู่ที่บ้าน เช่นเดียวกัน บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเป็นธรรมชาติของคน เช่น ความโลภ ความหลงใหลในวัตถุ การมองความสำเร็จระยะสั้น ฯลฯ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากนโยบายหรือกระแสสังคมของยุค ๆ หนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น ลองคิดดูว่า หากมีการบรรจุปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศอย่างลึกซึ้งและเป็นระบบ ไม่แน่ว่าในวันใดวันหนึ่งแนวคิดบริโภคนิยมสุดโต่งอาจจะกลายเป็นสิ่งล้าหลังไปเลยก็ได้ และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าแท้ที่จริงแล้วเมื่อสมัยก่อนชาวไทยก็มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงมาเป็นเวลาช้านาน ก่อนที่ความเป็นอยู่ดังกล่าวจะเริ่มจางหายและเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงพูดไม่ได้เสียทีเดียวว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนที่มีหลักคิดของความพอเพียงและมองเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจะกลายเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคม

ท้ายสุด ดร.พูมใจ ได้เน้นย้ำว่า หากเราจะทำอะไรสักอย่างเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่าคิดว่าเราเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ หรืออยู่ในประเทศเล็ก ๆ ไม่มีอิทธิพลอะไรเหมือนกับประเทศมหาอำนาจ จริงอยู่ที่เราอาจไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หรือเด่นชัดแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ แต่ให้คิดไว้เสมอว่ากลุ่มก้อนขนาดใหญ่ก็กำเนิดมาจากส่วนประกอบเล็ก ๆ รวมตัวกันทั้งนั้น ไม่แน่ว่าวันหนึ่งหากโลกใบนี้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ทั้งหมด โลกก็อาจจะจดจำประเทศของคุณในฐานะผู้ริเริ่มจุดประกายอย่างแข็งขันก็เป็นได้อย่างที่ประเทศภูฐานประสบความสำเร็จในการเป็นประเทศ Carbon Negative มาแล้ว

บทความอื่นๆ