facebook share
facebook share
ดร.พูมใจ
นาคสกุล
อดีตผู้บริหารส่วน ฝ่ายวิจัย สายนโยบายการเงิน และอดีตผู้บริหารทีม ทีมแบบจำลองเชิงปริมาณและวิศวกรรมการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง First Senior Vice President (FSVP), Quantitative Models & Enterprise Analytics ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา
บทความอื่นๆ
(ใหม่) ความพอเพียงกับเศรษฐกิจระดับมหภาค องค์ความรู้จากไทยสู่สากล
ความพอเพียงกับเศรษฐกิจระดับมหภาค สร้างความมั่นคง ยั่งยืนให้กับประเทศ

(19 มี.ค. 60) ดร.พูมใจ นาคสกุล ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา ได้รับเชิญจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Sufficiency Macroeconomics” ณ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการบรรยายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการฝึกอบรม “Sustainable Development in Development Country: Thailand Model for Africa” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2561 โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงกลุ่มประเทศแอฟริกา จำนวน 15 คน จาก 6 ประเทศ ได้แก่ แกมเบีย มาดากัสการ์ โมซัมบิก เซเนกัล โตโก และยูกันดา เข้าร่วมการอบรม

ดร.พูมใจ กล่าวว่า แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2540 เมื่อประเทศไทยเผชิญกับภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่แท้ที่จริงแล้วปรัชญานี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงใช้เป็นหลักในการทรงงานด้านการพัฒนามาโดยตลอด เพียงแต่ถูกแสดงออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามบริบท อย่างไรก็ตาม ในอดีต นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ เรียนรู้หลักการและทฤษฎีจากโลกตะวันตกมามาก ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้สามารถจัดเป็น Economic Science ได้หรือไม่ สามารถนำมาปรับใช้ในบริบทของการดำเนินเศรษฐกิจได้จริง ๆ หรือว่าเป็นภูมิปัญญา (Wisdom) ที่ใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการทำงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น

ในเวลานั้น ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา จึงได้ลงมือทำการวิจัยร่วมกับนักวิจัยรุ่นใหม่อีกหลายคน จนได้ข้อสรุปว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความเกี่ยวพันกับสี่เรื่องหลัก ๆ ที่ Economic Science ให้ความสนใจ ได้แก่ แรงกระตุ้นพื้นฐาน (Basic Drive), การตัดสินใจ (Decision Making), สถาบันการเงิน (Intitutions) และความเป็นพลวัต (Dynamics) อย่างไรก็ตาม เราอาจพูดได้ว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเน้นความสำคัญในเรื่องของแรงกระตุ้นพื้นฐานและการตัดสินใจอย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะการตัดสินใจนั้นถือว่าเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในทุกเรื่องครอบจักรวาล โดยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจในฐานะเป็น “เครื่องกรอง” ความคิด เมื่อต้องคิดพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ ผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ นั่นคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน กรองออกมาเป็นแนวความคิดที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่เท่านั้นยังไม่พอ สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกคนต้องมีพื้นฐานความรู้และคุณธรรม เพื่อให้การตัดสินใจนั้นบังเกิดผลที่มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนที่สุด และต้องจำไว้ว่าความรู้และคุณธรรมที่มีก็ไม่สำคัญเท่าแต่ละบุคคลจะสามารถนำสองสิ่งนี้ไป “ปรับใช้” อย่างไรให้เกิดผลที่ยั่งยืนที่สุด

ในความเป็นจริง เมื่อนานมาแล้วในอดีต แทบทุกประเทศในโลก รวมถึงประเทศไทย เคยดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียงมาก่อน เพราะแต่ละท้องที่ต่างก็อยู่กับทรัพยากรที่ตนเองมี มีการใช้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้ถูกเร้าด้วยแรงกระตุ้นด้านวัตถุนิยมและผลกำไรอย่างสุดโต่ง ทว่า หลังจากเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เริ่มมีการแบ่งประเทศตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมออกเป็น ประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และไม่ว่าจะผ่านไปยุคใดสมัยใดหรืออยู่ในบริบทใหน แนวคิดเรื่องระดับของการพัฒนาก็ยังตามติดไปด้วยตลอด และนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจแบบหน้ามืดตามัวด้วยแนวคิดทุนนิยมสุดโต่ง ด้วยความหวังว่าจะยกระดับประเทศให้เจริญทางวัตถุขึ้นได้ ซึ่งที่ผ่านมาความพยายามพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยก็เป็นผลสำเร็จในแง่ตัวเลข โดยการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน มีการขายที่นา สร้างโรงงาน เปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม จนสุดท้ายก็ได้เปอร์เซนต์การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างน่าทึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องแลกมาด้วยทรัพยากรที่ถูกทำลายและปัญหาฟองสบู่แตกที่ตามมา เป็นเพราะประเทศไทยยังไม่มีรากฐานที่แข็งแรงที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขนาดนี้ได้ การพัฒนาจึงเป็นแบบฉาบฉวย ไม่มีความยั่งยืน ซึ่งตรงนี้เองหากเราย้อนกลับไปศึกษาเรื่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้ละเอียดลึกซึ้ง จะพบว่าพระองค์ทรงมีอีกหนึ่งแนวคิดที่ทรงยึดถือมาตลอดนั่นคือ “การพัฒนาจากฐานราก” ซึ่งหมายความว่า การจะพัฒนาใด ๆ นั้น ต้องรู้จักตัวเราเอง ต้องรู้จักภูมิปัญญา รู้จุดแข็งของท้องถิ่นเราเสียก่อน และเริ่มต้นพัฒนาจากสิ่งที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นนั้น ๆ และยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาต้องอย่ามองเพียงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงผลกระทบต่อสิ่งที่อยู่รอบข้าง เช่น สิ่งแวดล้อมหรือสังคมรอบข้างด้วย จึงจะเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงได้

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมาโดยตลอด เพียงแต่ ณ ขณะนั้นยังไม่มีการบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาเท่านั้น

ดร.พูมใจ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องหันหลังให้กับทุนนิยมและหันมาทำนาทำไร่กัน เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือนักทำงานเพื่อสังคมกันหมด เราสามารถพัฒนาสังคมรอบข้างอย่างยั่งยืนพร้อม ๆ ไปกับการสร้างผลกำไรได้เพราะทุกอย่างแสดงอยู่บนบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่แล้ว และตรงจุดนี้เองที่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้

ในเรื่องของ "ความพอประมาณ” นั้น ดร.พูมใจ อธิบายว่า หมายถึงการไม่ทำอะไรสุดโต่ง ไม่มากจนเกินไป ไม่น้อยจนเกินไป รวมถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์ที่กว้างขึ้น ในขณะที่ทุนนิยมสุดโต่งมองเพียงว่าทำอย่างไรจะสร้างผลกำไรสูงสุดเพื่อสนองความต้องการของผู้ถือหุ้นบริษัท โดยไม่คำนึงว่าเกิดผลกระทบอะไรกับสังคม หรือทรัพยากรจะถูกทำลายไปเท่าไหร่ เม็ดเงินลงทุนจึงไปเทให้กับการโฆษณาเป็นหลัก แต่หากเราปรับทัศนคติ ใช้หลักคิดแห่งความพอเพียง เราจะเห็นว่าสามารถนำเงินลงทุนเหล่านี้ไปเจียดให้กับสิ่งที่ช่วยพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่ขัดต่อการสร้างรายได้หรือผลกำไรได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศภูฏาน ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยกาซคาร์บอนน้อยมาก ๆ จนมีค่าคาร์บอนสุทธิติดลบ เพราะมีการลงทุนเพื่อดูแลทรัพยากรโดยเฉพาะป่าไม้โดยตลอด และในขณะเดียวกันประเทศก็สามารถสร้างกำไรจากทรัพยากรเหล่านี้ได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสีเขียวด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศต้องใช้วิธีการเดียวกับภูฏาน เพราะแต่ละแห่งมีต้นทุนที่แตกต่างกัน และเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่หลักคิดที่ชี้นำว่าต้องทำอะไรหรืออย่างไร แต่เน้นว่าจะนำไปปรับใช้อย่างไรให้เหมาะสมกับบริบทมากกว่า

ดร.พูมใจ อธิบายต่อไปว่า "การมีเหตุผล” มีความเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดของพุทธศาสนา ซึ่งเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่อยู่ในห่วงโซ่ของเหตุและผล การจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องย้อนกลับไปพิจารณาที่ต้นเหตุ ต้องย้อนกลับไปแก้และพัฒนาตรงจุดนั้น จึงจะเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งหากพิจารณาดูดี ๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าการมีเหตุผลนี้สำคัญมาก และมีความเกี่ยวเนื่องกับอีกสองห่วงอย่างแยกไม่ออก เช่น หากเราย้อนกลับดูที่ต้นเหตุของความไม่ยั่งยืน ก็จะพบว่าเกิดจากการที่มุ่งพัฒนาอย่างสุดโต่งจนเกินไปจนเกิดความไม่พอดี เราก็ต้องเริ่มแก้ไขจากจุด ๆ นั้น

ในด้านของ “การมีภูมิคุ้มกัน” ดร.พูมใจ กล่าวว่าหลาย ๆ คนอาจนึกไปถึงเครื่องมือเช่นการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือการประกันความเสี่ยงของการลงทุน (Hedging) แต่การมีภูมิคุ้มกันนั้นเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่า โดยหมายความว่า เราจะอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไรเมื่อมีวิกฤตหรือความผันแปรต่าง ๆ เกิดขึ้น

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือวิกฤตการเงิน “แฮมเบอร์เกอร์” ในช่วง พ.ศ. 2550 - 2551 ซึ่งประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนักเพราะเคยผ่านจากประสบการณ์เมื่อหลายปีก่อนแล้วว่าควรจะระวังตัวและมีแผนรับมืออย่างไร อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องผ่านวิกฤตมาก่อนถึงจะมีภูมิคุ้มกันได้ แต่ "การเรียนรู้” จากตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์คือสิ่งที่สามารถทำได้ เช่น หากประเทศใดประเทศหนึ่งได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยเคยเกิดภาวะฟองสบู่แตก ก็อาจไม่จำเป็นต้องศึกษาบทเรียนวิธีการแก้ไขปัญหาภาวะดังกล่าวอย่างละเอียด แต่สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าจับตามองความผันผวนต่าง ๆ เอาไว้ให้ดี และไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงนั้น ๆ คือ การสร้างภูมิคุ้มกันที่แท้จริง

ในช่วงของการถาม - ตอบมีผู้อบรมให้ความสนใจร่วมถามคำถามและแลกเปลี่ยนความเห็นมากมาย หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจ เช่น เมื่อหลาย ๆ ประเทศในแอฟริกามีปัญหาเรื่องการกู้ยืมและหนี้สิน จะสามารถนำเรื่องของความพอเพียงมาปรับใช้และจะสามารถสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร

ดร.พูมใจ ได้ให้ข้อแนะนำว่า การกู้ยืมเงินนั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สถาบันทางการเงินเป็นผู้เสนอ ซึ่งเมื่อทำการกู้ยืมนั้นเราเองต้องเป็นผู้พิจารณาว่าทำอย่างไรจะทำให้การกู้ยืมนี้เป็นไปอย่างพอเพียงและเกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือต้องไม่กู้ยืมมาเพื่อสนองความต้องการหรือการพัฒนาด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่ใช้สร้างสิ่งที่ก่อให้เกิดรายได้และผลกำไรกลับมา หรือใช้เงินกู้ยืมนี้เป็นเม็ดเงินในการลงทุน เพื่อนำกำไรจากผลการลงทุนนั้นมาผลิตหรือสร้างสิ่งต่าง ๆ อีกต่อหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ไขหรือลดทอนปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน

หลักสูตรการฝึกอบรม “Sustainable Development in Development Country: Thailand Model for Africa” มีเนื้อหาอยู่บนพื้นฐานของการนำแบบอย่างการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยภายใต้แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้นแบบให้กับประเทศในแอฟริกาเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทท้องถิ่นของไทย เช่น โครงการหลวง เกษตรทฤษฎีใหม่ และการประยุกต์ใช้ SEP ในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ภาคธุรกิจ การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยว ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมเข้าใจและสามารถวิเคราะห์บริบทของประเทศตนเพื่อนำรูปแบบการพัฒนาของไทยไปประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

บทความอื่นๆ