facebook share
facebook share
ดร.ปรียานุช
ธรรมปิยา
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พัฒนา และพุทธเศรษฐศาสตร์ และปี 2547 ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา
บทความอื่นๆ
การศึกษาที่เน้นคุณค่าการพัฒนาคน เป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน
การศึกษาที่เน้นคุณค่าการพัฒนาคน เป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

(23 ก.ค. 61) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาภายในปี ค.ศ.  2030 และการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่าย Associated Schools Project Network (ASPnet) เพื่อดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ โดย ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการสถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ ได้รับเชิญให้กล่าวบรรยายพิเศษ เกี่ยวกับการพัมนาการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม

ดร.ปรียานุช กล่าวว่า การจะพัฒนาการศึกษาให้เด็กรุ่นใหม่มีความคิดความอ่านและศักยภาพที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้นั้นไต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดหรือ Mindset ก่อน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประเทศในตะวันตกกำลังให้ความสำคัญมาก อาทิ  ธนาคารโลก (World Bank) ที่โดยปกติมักให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจและตัวเลข แต่ได้มีรายงานออกมาในปี 2015 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่องค์การสหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ(SDGs) ว่า การจะก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต้องปรับที่ Mindset ของคนก่อน เมื่อคนมี Mindset ที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะเปลี่ยนวิธีการทำงานเองโดยธรรมชาติ

ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป ในขณะนี้กำลังมุ่งปฏิรูปการศึกษาเพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นการศึกษาเชิงคุณค่าหรือ Value Education และต้องเป็น Transformation Learning เพื่อสร้าง Mindset ให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรกก่อนที่จะทำการฝึกทักษะ เพราะหากมุ่งแต่ทักษะเพียงอย่างเดียวจะทำให้การพัฒนาเป็นไปแบบเดิม ๆ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ในส่วนของประเทศไทย มีแนวคิดด้านการพัฒนามนุษย์เชิงคุณค่าเช่นนี้มานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ที่ทรงเน้นให้ประชากรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ด้วยการตัดสินใจและลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ตามหลักคิดของความพอเพียง ซึ่งประเทศไทยมีความชัดเจนในเชิงนโยบายในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบการทำงานเพื่อบรรลุ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย โดยแต่ละประเทศอาจมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป แต่วิธีการของประเทศไทยคือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

การปฏิวัติการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการเรียนการสอนแบบ Transformation Learning นั้น เน้นเรื่องทักษะ ความรู้ ความสามารถ ควบคู่ไปกับคุณธรรม แต่เรื่องคุณธรรมนั้นต้องมาก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ พูดง่าย ๆ ว่าต้องเป็นคนดีก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาทักษะเสริมเข้าไป เช่น หากต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดอกอัญชันในท้องถิ่น ต้องรู้จักคุณค่า, ประโยชน์ต่อชุมชนและความสำคัญด้านต่าง ๆ เช่น ในเชิงวัฒนธรรมก่อน จึงจะมองภาพการพัฒนาได้ลึกและกว้างไกลยิ่งขึ้น

ประเทศตะวันตกมองว่าการพัฒนาความรู้และคุณธรรมมีความสำคัญต่อการพัฒนาคนมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยคิดถึงสิ่งประเสริฐล้ำกว่านั้น คือ หลักสามประการ ได้แก่ ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งเป็นหัวใจหลักของปรัชญาของเศรษฐกิจที่จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตได้มีความสุขอย่าง “สมดุล”

เราสามารถนำหลักสามประการนี้ไปปรับใช้กับการศึกษาได้ เช่น หากจะไปทัศนศึกษา การมีความพอประมาณ คือการวางแผนไปในที่เหมาะกับกำลังทรัพย์และศักยภาพ ซึ่งบางทีในท้องถิ่นของเราอาจจะมีแหล่งความรู้เพียงพอต่อการเยี่ยมชมศึกษา หรืออาจจะใช้ปัจจัยด้านเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะตอนนี้เราก็สามารถศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ผ่านระบบการสื่อสารที่สะดวกสบายได้แล้ว การมีเหตุผล คือการศึกษาหาความรู้เป็นหลัก ไม่ใช่การไปเที่ยว การมีภูมิคุ้มกัน คือหากเป็นรถทัวร์ ต้องตรวจสอบคุณภาพของรถ ความน่าเชื่อถือของบริษัท ดูประวัติคนขับ ไม่ใช่แค่การซื้อประกันที่เป็นการป้องกันแบบปลายเหตุ

ยิ่งไปกว่านั้น ความสมดุลและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการดำเนินการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ยังต้องส่งผลครอบคลุมทุกมิติ เฉกเช่นที่เวทีโลกเน้นย้ำว่าการพัฒนานั้นต้องก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลในทุกด้าน การพัฒนาที่รวดเร็วเกินไปและไม่มีความสมดุลก็เหมือนกับการวิ่งขึ้นบันไดไปเร็ว ๆ แต่ประมาท ไม่จับราวบันได ไม่รักษาสมดุลระหว่างสองเท้าให้ดี และเมื่อแต่ละคนเอาแต่วิ่งตามกันขึ้นไป พอคนข้างบนสะดุดล้มแล้วก็จะล้มตามกันทั้งหมด อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา

เราสามารถสอนเด็ก ๆ เรื่องชีวิตที่มีความสุขอย่างสมดุล คือ ชีวิตที่พอดี ๆ พอมีพอกิน ครอบครัวอบอุ่น มีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน แบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ให้กัน แต่เท่านั้นก็อาจจะไม่พอ เราอาจมีความสุขในบ้านของเรา แต่พอออกมาข้างนอกแล้วอากาศร้อนจนทนไม่ได้ มีมลภาวะทั่วทุกหนแห่ง แบบนี้ก็ไม่น่าอยู่ ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีคิดง่าย ๆ ที่จะทำให้เด็กเห็นความสำคัญของความสมดุลทางธรรมชาติมาใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ด้วย

ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าหากเราสามารถรักษาสมดุลทั้งสี่มิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมไว้ได้ ก็แทบไม่ต้องพูดถึง SDGs ทั้ง 17 ข้อเลย โดยเราอาจ SDGs ใช้เป็นแค่ framework เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หากใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศนำทาง ก็จะสามารถบรรลุได้ทุกข้อ

ดร.ปรียานุช ทิ้งท้ายไว้ว่า จริง ๆ แล้วเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นทำการมานานแล้ว ก็เหลือเพียงแต่ละภาคส่วนต้อมาร่วมมือร่วมใจ ต้องหลอมรวมสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จึงจะเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

บทความอื่นๆ