facebook share
facebook share
ดร.ปรียานุช
ธรรมปิยา
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พัฒนา และพุทธเศรษฐศาสตร์ และปี 2547 ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา
[NEW] From Sufficiency Economy Philosophy to Sustainable Development Goals
การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเพื่อการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ (SEAMO SEPS)

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง  และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้ร่วมเป็นวิทยากรกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “From Sufficiency Economy Philosophy to Sustainable Development Goals” ใน การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเพื่อการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ (SEAMO SEPS) ณ ห้อง Jubilee Ballroom A โรงแรมเบิร์กลีย์ ประตูน้ำ โดย ดร.ปรียานุช ได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และการขับเคลื่อนโรงเรียนพอเพียงในประเทศไทย แก่ผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศอาเซียน มีใจความสำคัญ ว่า 

เมื่อองค์การสหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) จำนวน 17 ข้อ เมื่อ พ.ศ. 2558 เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเพียงเป้าหมายที่องค์การสหประชาชาติให้ใช้เป็นกรอบในการพัฒนาร่วมกันแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดชัดเจนว่าแต่ละประเทศจะสามารถทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวดังนั้นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ (Tools) ที่จะนำให้ประเทศไทยและอีกหลายๆประเทศบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

ในขณะเดียวกันกับที่องค์การสหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ธนาคารโลกก็ได้ตีพิมพ์รายงาน World Development Report 2015ที่ให้ความสำคัญกับ Mind, Society และ Behaviour ที่มีความสอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยให้ความสำคัญกับวิธีการคิดและตัดสินใจเช่นกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ SDGs พูดถึงเรื่องเป้าหมายที่จะต้องบรรลุ ส่วนรายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญในเรื่องวิธีการที่จะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายมากกว่า นอกจากนี้ รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ยังมีความสอดคล้องกับการทำงานเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างหลักแห่งความพอเพียงและยั่งยืนในกลุ่มเยาวชนของภาคการศึกษาในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเด็กเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนต่อไปในอนาคต

แต่ก่อนจะกล่าวถึงการการพัฒนาด้านความคิดและจิตใจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ต้องทำความเข้าใจความเป็นมาของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย โดยย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อ 5 ทศวรรษก่อน ที่ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด และเป็นหนึ่งในมหัศจรรย์ 13 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตร้อยละ 7 เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ติดต่อกัน (1960-1997 สำหรับประเทศไทย) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างไม่สมดุล โดยต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และปัญหาสังคมอีกมากมายอันเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากร ซ้ำร้าย ใน พ.ศ. 2540 ประเทศไทยยังต้องประสบกับวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่ หรือที่รู้กันดีว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก แล้วก็เป็นช่วงเวลานั้นเองที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้คือแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงในทุกบริบท และสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนได้ เพราะเป็นปรัชญาที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไป……ในประเทศไทย และทอดพระเนตรเห็นปัญหาความไม่ยั่งยืนของการพัฒนาในประเทศที่เกิดขึ้น  มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาเป็นเวลานาน ก่อนจะตกผลึกเป็นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในที่สุด

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดประการหนึ่งคือเป็นปรัชญาในการพัฒนามนุษย์ ตัวแปรสำคัญที่สุดของการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้มีคุณธรรมในจิตใจควบคู่ไปกับความรู้ พร้อมทั้งรู้จักคิดวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจในแต่ละเรื่อง เพราะหากมนุษย์มีเพียงความรู้แต่ขาดซึ่งคุณธรรมเป็นพื้นฐานจิตใจและการคิดวิเคราะห์ที่รอบคอบ ก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจหรือการกระทำที่ก่อให้เกิดปัญหาได้ ซึ่งการทรงงานเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นั้นได้รับการสดุดีอย่างกว้างขวางในเวทีโลก และได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย “รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ”  จากนายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติเมื่อ พ.ศ. 2549 และก็ได้จัดทำ Thailand Human Development Report 2007 เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาคน ในปีถัดมา

ในส่วนของหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยก็มีหลายเล่ม เริ่มตั้งแต่ (1) หนังสือ Sustainable Development Sourcebook ที่บอกเล่าเรื่องราวการทำงานของภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศไทยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับการตีพิมพ์ก่อนที่จะมีการประกาศ UN 2030 Agenda: 17 SDGs เสียอีก แสดงให้เห็นว่าไทยเราเอาจริงเอาจังเรื่องความยั่งยืนมานานแล้ว (2) หนังสือ Sufficiency Thinking ที่อธิบายเกี่ยวกับการปรับใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในเชิงวิชาการอย่างละเอียด และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก (3) หนังสือ A Call to Action ที่นำเสนออย่างชัดเจนว่าโครงการต่าง ๆ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการของแต่ละภาคส่วน ช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อได้อย่างไร และล่าสุด สำนักพิมพ์ระดับโลกอย่าง Palgrave Macmillan ได้แสดงความสนใจในเรื่องราวความสำเร็จของการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความพอเพียงในโรงเรียนของไทยโดยศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิยุวสถิรคุณ ซึ่ง ณ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำหนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยนั้น เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อพ.ศ. 2551 ซึ่งมีการบรรจุหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การสอนให้รู้จักหลักปรัชญาเท่านั้น แต่เน้นการปลูกฝังในระดับจิตสำนึก เป็นการจัดการศึกษาในโรงเรียนทั้งระบบ ให้เป็นศูนย์สถานศึกษาพอเพียงที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมแก่การบ่มเพาะอุปนิสัย “อยู่อย่างพอเพียง” เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด กิจกรรมเพื่อสังคม การเรียนรู้ทักษะอาชีพที่เหมาะสม โดยในปัจจุบัน มีโรงเรียนกว่า 23,000 โรงเรียนที่ได้รับการรับรองเป็นสถานศึกษาพอเพียง  ซึ่งในจำนวนนี้ มี 398 โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนตัวอย่าง (Best Practices) และอีก 205 โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยการประเมินโรงเรียน และเน้นการตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลในการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งผลที่ได้ก็คือเด็กนักเรียนมีจิตสำนึกแห่งความพอเพียงและสามารถคิดวิเคราะห์บนพื้นฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ในทุกเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าเด็กเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศชาติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีความคืบหน้าไปมากเรื่องการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ก็ยังอีกมีประเด็นอีกจำนวนที่ยังต้องทำต้องแก้ไข นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างนานาประเทศ โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกใต้ ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่มีประเทศใดเดินหน้าเพียงลำพังได้ รวมถึงประเทศไทยด้วย แต่ละประเทศต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อก้าวสู่โลกแห่งความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กันโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเพื่อการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ (SEAMO SEPS) จัดขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับศูนย์บริหารจัดการความยั่งยืนแห่งศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานเลขาธิการซีมีโอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนจากประเทศสมาชิกซีมีโอในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แบ่งปัน แลกเปลี่ยนข้อมูล ระดมข้อคิดเห็น และอภิปรายเกี่ยวกับสภาพการณ์ในปัจจุบันและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทประเทศตนเอง รวมถึงแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการประยุกต์ใช้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาสำรวจความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ฯ ต่อไป