facebook share
facebook share
ดร.มลฤดี สระฏัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนามนุษย์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิมั่นพัฒนา และอาจารย์ประจำวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรขนาดใหญ่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอังกฤษ อีกทั้งเป็นนักวิจัยและอาจารย์ประจำวิทยาลัยธุรกิจในประเทศอังกฤษ 2 แห่ง เป็นระยะเวลากว่า 6 ปี
บทความอื่นๆ
ศาสตร์พระราชาสู่ห้องเรียนปฐมวัย บ่มเพาะนิสัยแห่งความพอเพียงในเด็กและเยาวชน
ศาสตร์พระราชาสู่ห้องเรียนปฐมวัย บ่มเพาะนิสัยแห่งความพอเพียงในเด็กและเยาวชน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ (20 พ.ค.61) ดร.มลฤดี สระฏัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนามนุษย์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิมั่นพัฒนา ได้เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาเรื่อง “จากศาสตร์พระราชา สู่ห้องเรียนปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560” ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร ครู อาจารย์ และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยจำนวน 30 คน คณะนิสิตปริญญาโท สาขาวิชาปฐมวัยศึกษา ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อาคาร 1 ชั้น 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

ดร.มลฤดี กล่าวถึงการพัฒนาของประเทศไทยว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปตามกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ จนกลายเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตอย่างน้อย 7% อย่างต่อเนื่อง (ปี 2538-2548) ซึ่งนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่อาจไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีก

อย่างไรก็ตาม ดร.มลฤดี ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างเหลือเชื่อนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่เป็นไปอย่างไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน เพราะเป็นการเติบโตทางด้านวัตถุและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่กลับก่อให้เกิดปัญหาในด้านอื่น ๆ ตามมามากมาย เช่น ปัญหาด้านสังคม ที่ความมั่งคั่งเกิดกับคนเพียงบางกลุ่ม ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงยากจนอยู่ หรือที่เรียกว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” การเจริญเติบโตที่ไม่ทั่วถึงดังกล่าวทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก

ส่วนผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ชัดจากพื้นที่ป่าของประเทศที่ลดลงเกินกว่าร้อยละ 50 ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งปัญหาเหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นด้วยพระองค์เองจากการทรงงานอย่างหนักทั่วประเทศมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จึงเป็นที่มาของการพระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ปวงชนชาวไทย

ดร.มลฤดี อธิบายต่อไปว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงยึดมั่นในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการทรงงานต่าง ๆ ตลอดมา เพราะเป็นแนวคิดนี้ที่ช่วยพัฒนาคนในทุกระดับให้มีหลักคิดและจิตสำนึกที่ถูกต้อง ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป มีความสมดุล พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติทั้งวัตถุ/เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยใช้หลักการความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี และที่สำคัญที่สุด คือ ทุกคนจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไปด้วย เพื่อการตัดสินใจลงมือทำสิ่งต่าง ๆ อย่างพอเหมาะพอดี และเกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดของความพอเพียงนี้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นที่มาของการถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์เมื่อปี 2549 จากองค์การสหประชาชาติ และทำให้โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติระบุข้อเสนอไว้ใน "รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทยปี 2550 (Thailand Human Development Report 2007) การปลูกฝังจิตสำนึกพอเพียงและแก้ปัญหาความไม่ยั่งยืนที่ต้นเหตุนั้น จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน “ค่านิยม” และ “หลักคิดของคน” เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาบนแนวทางแห่งความยั่งยืน

ดร.มลฤดี ระบุว่าการปรับเปลี่ยนทัศนคติ/แนวคิดในการใช้ชีวิตและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง จำเป็นต้องดำเนินการผ่านเครื่องมือที่สำคัญที่สุดคือ “การศึกษา” โดยเฉพาะการศึกษาในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา เพราะเด็กเหล่านี้ยังอายุน้อย อยู่ในวัยที่กำลังเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในระดับรากฐาน และจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติให้มีความสมดุล มั่นคง ยั่งยืน ในอนาคต โดยมีเป้าหมายครอบคลุมทั้งสี่มิติ คือ ให้ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า (วัตถุ/เศรษฐกิจ), เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน (สังคม), มีจิตสำนึก รู้วิธีการ และมี่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (สิ่งแวดล้อม) และเห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น (วัฒนธรรม)

ดร.มลฤดี ขยายความว่า ก่อนจะสอนเด็กให้มีความพอเพียงได้นั้น ตัวครูผู้สอนต้องเริ่มปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวันองตัวเองก่อน จึงจะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและเกิดศรัทธา ทำให้อยากถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงให้แก่เด็ก ๆ ในโรงเรียน

เมื่อคุณครูสามารถ “เข้าถึง” ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว จึงจะสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีเป้าหมาย ลักษณะกิจกรรม และการประเมินเกี่ยวกับคุณลักษณะ และสภาพที่พึงประสงค์ของหลักสูตรที่สอดคล้องกับ 2 เงื่อนไข 3 หลักการ และเป้าหมายทั้ง 4 มิติ โดยอาจมีการถอดบทเรียนของกิจกรรมที่ทำ ให้เข้ากับแต่ละองค์ประกอบตามโมเดลปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, ดร.มลฤดี กล่าว โดยอธิบายต่อไปว่า

ผู้สอนจำเป็นต้องเน้นย้ำให้เด็กรู้และเข้าใจว่าแต่ละกิจกรรมที่ทำไปนั้น ทำไปเพื่ออะไร มีเหตุผลอะไร ไม่ใช่เป็นเพียงการทำตามคำสั่งเท่านั้น ซึ่งหากเป็นการสอนเด็กในระดับปฐมวัยก็อาจใช้วิธีหมั่นถามคำถามระหว่างทำกิจกรรมก็ได้ นอกจากนี้ วิธีการจัดการเรียนรู้ก็ควรเป็นไปตามแนวทางความพอเพียงด้วย เช่น จัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของนักเรียน ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของโรงเรียนและชุมชน หรือเหมาะสมกับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ศาสนา และวัฒนธรรมในชุมชน เช่น หากโรงเรียนอยู่ใกล้ทะเล ก็อาจจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง หรือหากโรงเรียนอยู่ใกล้วัด ก็สามารถจัดกิจกรรมโดยใช้วัดเป็นศูนย์กลางได้

ทั้งนี้และทั้งนั้น ดร.มลฤดี ได้ให้คำแนะนำว่ากิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ นั้น ต้องเน้นการลงมือปฏิบัติ สนุก ได้ประสบการณ์ และการเข้าใจจากการลงมือทำจริง ควรให้เด็กทำสิ่งต่าง ๆ โดยทราบเหตุผล พร้อมกระตุ้นจินตนาการ และเน้นถามคำถามปลายเปิดกับเด็ก ๆ

ดร.มลฤดี กล่าวในตอนท้ายว่า โรงเรียนต้องเน้นการมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้ การประเมินผล ฯลฯ ทั้งจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง ไปจนถึงคนในชุมชน จึงจะเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างพอเพียงที่สมบูรณ์ที่สุดได้

โครงการสัมมนาเรื่อง “จากศาสตร์พระราชา สู่ห้องเรียนปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความรู้ ความเข้าใจ ในศาสตร์ของพระราชา และสามารถประยุกต์ใช้ศาสตร์ดังกล่าวในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนปฐมวัยตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560

บทความอื่นๆ