facebook share
facebook share
ดร. สมชัย จิตสุชน
ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ หัวหน้าโครงการพัฒนาตัวชี้วัดความยั่งยืนชุมชนมั่นพัฒนา โดยมูลนิธิมั่นพัฒนา
เจาะประเด็น “ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน”
เจาะประเด็น “ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ศาสตร์ของพระราชา คือศาสตร์ที่เกิดจากกษัตริย์นักพัฒนา ผู้ซึ่งทรงงานอยู่บนหลักการของวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ คือ มีเหตุมีผล มีการศึกษาวิจัย มีการทดลอง โดยเน้นการศึกษา การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยการทรงงานในเรื่องของการพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ และทรงเริ่มทำการทดลองด้วยพระองค์เองในพระราชวังดุสิต จากนั้นจึงได้มีต่อยอดขยายผลการทดลองเหล่านี้ออกไปเป็น 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนา โดยมีการปรับใช้ผลการทดลองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต และความต้องการของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ 

ซึ่ง การ “การปรับใช้” นี้เองคือจุดเด่นของศาสตร์ของพระราชา เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทฤษฏีเดียวไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกที่ ต้องมีการปรับใช้ให้มีความเหมาะสม จึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงต้อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเริ่มตั้งแต่ “เข้าใจ” คือต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมของท้องที่ ความเป็นอยู่ของคนเป็นอย่างไร มีวัฒนธรรมแบบใด จากนั้นจึง “เข้าถึง” โดยเข้าไปคลุกคลีกับคนในพื้นที่ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ จากนั้นจึงเริ่มต้น “พัฒนา” ให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่นั้น ๆ 

นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงแบ่งระดับการพัฒนาออกเป็นสามระดับ ระดับแรกคือ “อยู่รอด” คือต้องพอมีพอกิน ไม่อดอยาก จากนั้นจึง “พึ่งตนเอง” มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ขัดสน และสุดท้ายคือ “ยั่งยืน” โดยเป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ซึ่งความยั่งยืนนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงตรัสไว้ก่อนที่ทั่วโลกเริ่มหันมาให้ความสนใจกันหลายสิบปี แสดงให้เห็นว่า “ท่านมองการณ์ไกลมาก” ซึ่งหากพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ก็คงหนีไม่พ้น 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ หรือ SDGs แต่ศาสตร์ของพระราชานี้ไปไกลกว่า SDGs เพราะครอบคลุมเป้าหมายทุกข้อ และยังช่วยชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย เช่น ต้องระเบิดจากข้างใน ต้องมีการศึกษา ทดลอง และแลกเปลี่ยนความรู้กันซึ่งกันและกันระหว่างภาคส่วน

ด้านหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นศาสตร์ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกระดับ สามารถแก้ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นของคนในยุคนี้ โดยยุติการใช้ชีวิตไม่พอเพียง โลภมาก ไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง และส่งเสริมเรื่องความซื่อสัตย์ ความมีคุณธรรม ความรู้รักสามัคคี ส่วนในระดับประเทศนั้น หากรัฐบาลต้องการดำเนินโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ก็สามารถยึดแบบอย่างโครงการที่ดำเนินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เช่น โครงการของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ หรือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้

ส่วนหลักการทรงงานทั้ง 23 ข้อ นั้นก็เหมาะแก่การดำเนินโครงการพัฒนาต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง เช่น การพัฒนาพื้นที่ต้องระเบิดจากข้างใน โดยคนในพื้นที่ต้องรู้สึกเป็นเจ้าของ มีความอยากแก้ปัญหา อยากพัฒนาด้วยตัวเอง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะคิดแทนคนท้องถิ่น ไม่มีการปรับใช้ โครงการที่เกิดขึ้นจึงไม่ตอบสนองความต้องการของแต่ละท้องที่