facebook share
facebook share
"เศรษฐกิจพอเพียง" ปรัชญาที่ประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ

นายกิตติ วะสีนนท์ กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา กล่าวในการประชุมอาเซมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ASEM Symposium on “Inter-Regional Partnership for Sustainable Development”) ในหัวข้อ "Approaches to Implementing the Sustainable Development Goals" เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิถีการพัฒนาของประเทศไทย ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมอบไว้ให้แก่คนไทยทุกคน

โดยได้เล่าให้ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นผู้แทนระดับสูงจากองค์กรระหว่างประเทศ สถานทูต และหน่วยงานด้านการพัฒนาต่างๆ ถึงการที่ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 มาได้จากการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาและองค์ความรู้อันเกิดขึ้นจากการสะสมประสบการณ์ด้านงานพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีมากกว่า 50 ปีในขณะนั้น มาประยุกต์ใช้

นายกิตติกล่าวว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญา ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการพึ่งตนเองเท่านั้น แต่หมายถึง วิธีคิดและประพฤติปฏิบัติ ที่เหมาะสมสำหรับทั้งระดับบุคคล องค์กร และประเทศ และเศรษฐกิจพอเพียง มิได้เป็นอุปสรรคต่อการตลาดแบบเสรี หากแต่ชี้ให้เห็นว่าการตลาดและการค้าสามารถดำเนินไปอย่างสมดุลและยั่งยืนได้ ดังเช่น แนวคิด "responsible capitalism" (ทุนนิยมที่รับผิดชอบต่อคน, สังคม, สิ่งแวดล้อม) และการดำเนินธุรกิจแบบ "Locust v/s Honey Bees" (การดำเนินธุรกิจที่มุ่งผลกำไรเพียงอย่างเดียว กับการดำเนินธุรกิจแบบรับผิดชอบต่องสังคมและสิ่งแวดล้อม) เป็นต้น

นอกจากนี้นายกิตติยังอธิบายว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็น "ปรัชญา" ที่ประกอบด้วยการมีความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน และมีการตัดสินใจและลงมือปฏิบัติผ่าน 3 หลักแห่งความพอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกันด้วยการบริหารความเสี่ยง นั้น เป็นแนวคิดที่ทุกภาคส่วนในสังคมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนมาก โดยได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2558 และได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานด้านการพัฒนากับประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 ในโอกาสที่เป็นประธานกลุ่มในปี 2559 นอกจากนั้น ประเทศไทยกำลังดำเนินการรวบรวมรายงาน National Voluntary Report เพื่อแสดงความคืบหน้าของงานด้านการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ต่อไป

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรปในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินการของสมาชิกอาเซม จำนวน 53 ประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป จีน เยอรมนี เวียดนาม ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และฟิลิปปินส์ รวมถึงวิทยากรจากประเทศไทย

 

เรื่องราวอื่นๆ