facebook share
facebook share
เศรษฐกิจพอเพียงสู่หลักนิติธรรม สร้างพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) มูลนิธิยุวสถิรคุณ และมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่หลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน อันเป็นการสร้างความร่วมมือในการดำเนินงานสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแก่เด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชน เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ภายในงานช่วงเช้า ได้มีการอภิปรายในหัวข้อ “ปรัชญาพอเพียงสู่หลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน" รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ระหว่างตัวแทนจากทั้ง 4 องค์กรหลัก

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้ฉายภาพให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านการพัฒนาของโลก และเชื่อมโยงมายังการพัฒนาของประเทศไทย ตั้งแต่การปฏิวัติสีเขียว หรือ Green Revolution เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา จนถึงการประกาศใช้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย ขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals - SDGs) ในปัจจุบัน

ดร.บัณฑูร กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว ในส่วนของประเทศไทย ได้ดำเนินการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนมาแล้วกว่า 70 ปี ตามแนวทางการพัฒนาตามศาสตร์ของพระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยการทรงงานของพระองค์ท่าน และงานด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริต่าง ๆ ล้วนสอดคล้อง และครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย ตามที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐบาลไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 จนถึงฉบับที่ 12 ในปัจจุบันและใช้เป็นกรอบในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างชัดเจน

ดร.บัณฑูร กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับประเทศไทยและโลกแล้ว การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็นที่ต้องดำเนินการร่วมกันให้สัมฤทธิ์ผลให้จงได้

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ดีที่สุด คือการน้อมนำแนวพระราชดำริและแนวทางปฏิบัติของพระองค์ท่านมาสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชน ดังพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

โดยปวงชนชาวไทยสามารถเรียนรู้ได้จากพระราชจริยวัตรที่ทรงดำรงพระองค์เป็นกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ตามหลักนิติธรรม ทรงเชื่อถือ ยึดมั่น และศรัทธาในหลักกฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจ รักษาศีลธรรม จรรยา และความสงบสุขของบ้านเมือง โดยทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับกฏหมายและหลักนิติธรรมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกำหนดเขตป่าสงวนในช่วง พ.ศ. 2535 ที่ทรงเน้นย้ำให้ใช้หลักนิติธรรม หรือ Rule of Law มากกว่ากฎแห่งอำนาจ หรือ Rule by Law

นอกจากนี้ยังทรงงานเพื่อประชาชนตลอดรัชสมัย 70 ปี โดยมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มากถึง 4,685 โครงการ ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างในการทำงานด้านการพัฒนาประเทศ และพระราชทาน "หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ให้ปวงชนชาวไทยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ผ่านพ้นวิกฤต และสามารถประกอบกิจการต่าง ๆ ได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน

พระราชกรณียกิจนานัปการได้ส่งผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และองค์การสหประชาชาติได้ยกย่องเชิดชูพระองค์ท่านว่าเป็น "กษัตริย์นักพัฒนา" และได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ หรือ UNDP Human Development Lifetime Achievement Award ใน พ.ศ. 2549

นอกจากนี้ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ ได้กล่าวถึงการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่หลักนิติธรรมและสถานศึกษา ว่าต้องบ่มเพาะให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และซึมซับการ "คิด พูด ทำ" อย่างพอเพียง จนกลายนิสัย และเป็นเรื่องธรรมชาติของแต่ละคน โดยสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมทุกกิจกรรม เรียกว่าเป็นการดำเนินการทั้งโรงเรียน ตั้งแต่ผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียน ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ หรือที่เรียกว่า Whole school approach เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ดร.ปรียานุช กล่าวว่า การบ่มเพาะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา คือการสร้างนิสัย "อยู่อย่างพอเพียง" ซึ่งเป็นการขัดเกลาให้เยาวชนมีทัศนคติและทักษะที่พร้อมทุกมิติ ได้แก่ - ด้านเศรษฐกิจ ด้วยการรู้จักประหยัด เก็บออม ใช้น้ำ-ไฟอย่างคุ้มค่า - ด้านสังคม ด้วยการรู้จักการทำงานเป็นกลุ่มและการบริหารจัดการแบ่งงานกันทำ - ด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการรู้จักคัดแยกขยะ การทำเกษตรอินทรีย์ การดูแลป่า เช่นที่ โรงเรียนบัวใหญ่ จ.ขอนแก่น เป็นต้น - ด้านวัฒนธรรม เด็ก ๆ ได้ซึมซับความเอื้ออาทรต่อกัน และการแบ่งปันเพื่อการมีชีวิตที่สมดุล มีความสุข และสร้างสังคมที่ดี มีความสุขและยั่งยืนอีกด้วย

ท้ายที่สุด นายสาโรช นักเบศร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานกิจการและโครงการ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่หลักนิติธรรม เป็นการเน้นเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันตนเองให้กับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยต้องการให้เกิดผลที่เป็นไปตามความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่มีเจตนาคุ้มครอง ดูแลให้เด็กมีความปลอดภัย มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เรียกได้ว่าเป็นการ "ก่อเด็กดี กันเด็กเสี่ยง และแก้เด็กเสีย"

นายสาโรช กล่าวว่าที่ผ่านมา สำนักงานฯ ได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรอบรมเด็กและเยาวชน โดยมุ่งเน้น 3 เรื่อง ได้แก่ - การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นโดยปรกติสุขด้วยการเคารพกติกาและกฎหมาย - การรู้เท่าทันในสิ่งที่จะทำให้เสียหาย และยึดหลักอริยสัจ 4 เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านั้น - การรู้จักมีความคิดสร้างสรรค์ การปลูกฝังให้มีจิตอาสา จนสามารถทำจนเป็นอุปนิสัยด้วยการคิดเอง ทำเองได้โดยไม่ต้องพร่ำบอก

ทั้งนี้ 4 องค์กรหลักที่ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงจะได้หารือถึงแนวทางและวิธีการที่จะทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการในรายละเอียดต่อไป

แกลเลอรี่
เรื่องราวอื่นๆ