ไร่สุขพ่วง (ราชบุรี)

คุณอภิวรรษ สุขพ่วง หรือคุณ พ็อต ชายหนุ่มวัย 28 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่พร้อมจะแบ่งปัน “ความสุข” ที่เกิดจากความ “พอเพียง” ให้กับคนไทยทุกคน ผ่านไร่เกษตรอินทรีย์วิถีไทย เพื่อเป็นบทพิสูจน์ศาสตร์ของพระราชา ที่ไม่มีวันอด ไม่มีวันตาย

จากเด็กวัยรุ่นธรรมดา เรียนจบด้านการจัดการอุตสาหกรรม ทำงานในบริษัทที่ตรงกับสายงานที่เรียน เมื่อทำงานแล้วกลับรู้สึกโดนมองเป็นเพียงเครื่องจักรและกลไกขององค์กร จนไม่สามารถทนกับระบบงานได้ และคิดว่าเพียงพอแล้วกับการลองใช้ชีวิตในเมือง จึงตัดสินใจกลับบ้านเพราะว่า “อยู่ไม่ได้” ซึ่งพอกลับบ้านมา คุณพ็อตก็ยังไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองจะไปในทิศทางไหน สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือสิ่งที่คุณพ่อสอนในวัยเด็ก คิดถึงคุณพ่อซึ่งเป็นคุณครูเกษตร สอนงานของพระเจ้าอยู่หัว สอนเด็กปลูกผัก เลี้ยงปลา พึ่งพาตัวเอง เมื่อภาพเหล่านั้นย้อนกลับมาในหัว คุณพ็อตจึงคิดได้ขึ้นมาว่า ชีวิตไม่ใช่ว่าจะหมดหนทาง จึงตัดสินใจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ของชีวิต

เมื่อเคยมีความสุขมากๆในวัยเด็ก คุณพ็อตอยากจะเอาความสุขนั้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยในตอนนั้นที่บ้านก็มีที่นาอยู่หลังบ้านหลาย 10 ไร่ ประจวบกับในช่วงที่ตกงานนั้นไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว เห็นแม่ต้องออกไปจ่ายตลาดซื้อของเข้าบ้าน จึงมีความคิดที่ว่า ทำไมต้องออกไปซื้อ ถ้าอยากทำเองจะทำอย่างไร

ด้วยความที่มีภูมิปัญญาอยู่ที่บ้าน มีคุณตา คุณยาย คุณพ่อที่มีองค์ความรู้อยู่ที่บ้านจึงรู้ว่าไม่อดตายแน่ คุณพ็อตเริ่มจากการปลูกข้าวทำนา โดยมีคุณตาคอยแนะนำ ช่วยเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับแต่ละปี ทำจนวันนึงที่บ้านไม่ต้องเสียตังค์ซื้อข้าวกินแล้ว จึงเริ่มสำรวจพฤติกรรมของคนในครอบครัว ว่าไปจ่ายตลาดซื้ออะไรมาอีกบ้าง สุดท้ายจึงอนุญาตให้คุณแม่ซื้อเฉพาะน้ำปลากับน้ำมันพืชเท่านั้น ที่เหลือก็สัญญากับคุณแม่ว่าจะปลูกทำเอง มีข้าวมีผักแล้ว ขาดโปรตีนจากไข่ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงเริ่มเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด

ทำมาเรื่อยๆ พอมีของกินครบแล้ว คุณพ็อตก็นึกถึงของใช้ที่ทำเองได้ เมื่อเห็นคุณแม่ซื้อ ยาสระผม ครีมอาบน้ำ น้ำยาล้างห้องน้ำ ด้วยความที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง จึงอาศัย YouTube ดูวิธีการทำยาสระผม ทำสบู่ ได้ปลูกสมุนไพร ปลูกอัญชัญ ปลูกมะกรูด จนได้ผลิตภัณฑ์มะกรูดที่สามารถเป็นได้ทั้งยาสระผม ครีมอาบน้ำ และน้ำยาล้างห้องน้ำ จึงเรียกได้ว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค จนครอบครัวแทบจะไม่มีรายจ่ายเลย

เมื่อคิดได้ว่าสามารถที่จะพึ่งพาตัวเองได้แล้ว และควรจะมีอาชีพเป็นของตัวเอง คุณพ็อตจึงลองนำเอาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยมาใช้ ความรู้เรื่องการบริหาร การทำการตลาด การบริหารธุรกิจการออกแบบ การวิจัยการตลาด การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ทั้งหมดนี้ก็นำเอากลับไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่มีอยู่ที่บ้าน เมื่อพบว่าเกษตรกรในอำเภอจอมบึงปลูกกล้วยกับอ้อยเป็นหลัก แต่กลับประสบปัญหาหนี้สิน เป็นหนี้ธนาคารกันทุกคน จึงลองหาวิธีแก้ไข คุณพ็อตได้ไปหาครูบาอาจารย์ ให้สอนวิธีการเปลี่ยนอ้อยเป็นน้ำตาล ลงทุนสร้างเตาเองที่บ้าน และแปรรูปอ้อยในชุมชมเป็นน้ำตาล ซึ่งน้ำตาลเป็นน้ำตาลอินทรีย์วิถีไทย ด้วยการปลูกอ้อยเชิงอินทรีย์ไร้ซึ่งสารเคมีทุกชนิด ทั้งหมดนี้เองเป็นความรู้ที่ได้จากการเรียนด้านอุตสาหกรรมในสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย ส่งผลให้ผลผลิตที่ไร่สุขพ่วงนั้นทุกชิ้น ผ่านการแปรรูปก่อน ไม่มีการปลูกแล้วขายเลย

นอกเหนือจากกระบวนการแปรรูปแล้ว คุณพ็อตยังได้นำสิ่งที่เรียนมาในสมัยมหาวิทยาลัยอย่างเช่นการทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิค และ อีคอมเมิร์ซมาช่วยในการขายของออนไลน์ สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ สโลแกน เมื่อมีความสุขจากการตามรอยพระราชา คุณพ็อตจึงมีความคิดที่จะแบ่งปันความสุขและถ่ายทอดเรื่องราวไปกับผลิตภัณฑ์อย่างเช่นขวดน้ำ ถุงข้าว ถุงกล้วยตาก ถุงไข่ไก่ ผ่านการทำการตลาดแบบมีคุณค่า กลายเป็นธุรกิจที่ีมีคุณค่า

“ผู้บริโภคกินไข่ไก่ กินข้าวอินทรีย์ของผม กินกล้วยตากของผม ทุกคนไม่ได้กินแค่สิ่งที่ตัวเองกิน แต่ทุกคนกินวิถีชีวิตของผมอยู่ นั่นเป็นวิถีการทำธุรกิจของผม”  

ซึ่งกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ก็มีอุปสรรคมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณพ็อต โดยอุปสรรคอย่างแรกเลยคือการที่ครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย ที่กลับมาอยู่บ้าน มีหลักประกันอะไรที่คิดว่าจะอยู่ได้ผ่านการทำเกษตรกรรม จึงนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็กและการที่่ได้ศึกษางานของพระเจ้าอยู่หัว คุณพ็อตจึงคิดได้ว่ามันไม่มีอะไรที่จะมั่นคงไปกว่าการได้กลับมาอยู่บ้านแล้ว จึงอยากจะพิสูจน์ให้ครอบครัวได้เห็น หลังจากนั้นอุปสรรคที่ตามมาก็อย่างเช่น การที่ไม่มีประสบการ์การทำเกษตร จะทำอย่างไรให้พอกินพอขายพออยู่ได้ และดินฟ้าอากาศก็มาเป็นอุปสรรคอย่างเป็นระยะๆ ต่อมาก็เจอโรคพืชโรคแมลงอีก จึงเริ่มปรึกษาหาข้อมูลจากครูบาจารย์เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น โดยครูบาอาจารย์คนแรกที่คุณพ็อตกล่าวถึงอย่างภูมิใจคือ พระเจ้าอยู่หัว โดยได้ไปหาเอาตำรางานของพระองค์ท่านมาอ่านและนำมาประยุกต์ใช้ในชุมชน ใช้แรงบันดาลใจในการส่งงานของพระองค์ท่าน มาเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้ผ่านพ้นปัญหาทั้งหมดไปได้

เมื่อถามถึง “พอแล้วดี” อย่างไร คุณพ็อตบอกว่า คำนี้ มันตรงกับสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด เพราะตัวเองรู้หน้าที่ ทำงานให้ตัวเองอยู่ได้ ทำงานให้ครอบครัวอยู่ได้ ไม่ประมาท ชีวิตจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อ ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน ได้กินอาหารดีๆ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จึงลองมองย้อนไปว่าคนในเมือง ได้อยู่กับพ่อแม่ไหม ได้ทานอาหารสุขภาพดีๆไหม เมื่อได้คำตอบแล้วคุณพ็อตจึงมีความคิดที่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่ทำ ให้คนอื่นได้สัมผัสความสุขในแบบเดียวกัน และตัดสินใจสร้างศูนย์การเรียนรู้วิถีไทยเพื่อให้คนเข้าได้มาสัมผัสการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นหลักปรัชญาที่สามารถบูรณาการได้กับทุกสาขาอาชีพ

“พ่อแม่ผมเป็นข้าราชการ แต่ลูกไม่ได้เป็นข้าราชการ  ไม่ได้มีโอกาสได้รับใช้แผ่นดิน ไม่มีโอกาสได้รับใช้พระเจ้าอยู่หัว ผมขอปฏิญาณกับตัวเอง ช่วยพระเจ้าอยู่หัวถ่ายทอดงานของพระองค์ ท่านสอนอย่างไรเราก็จำมา เราก็ถ่ายทอดให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น ให้คนอื่นรู้สึกว่าความดีเป็นยังไง ความสุขมันเป็นยังไง”

โดยสิ่งที่คุณพ็อตถือว่าทำแล้วประสบความสำเร็จมากคือการสร้างตัวอย่างความสำเร็จ ให้คนทำตาม เน้นที่การกระทำไม่ใช่คำพูด โดยอนุญาตให้เกษตรกรเข้ามาดูตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำไปยังปลายน้ำว่าเป็นอย่างไร ให้ดูว่าจะปลูกผักเลี้ยงไก่หรือปลูกข้าวราคาถูกต้องทำอย่างไร โดยคุณพ็อตได้กล่าวถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวว่า

“หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านก็ไม่ได้พูดถึงการเกษตรอย่างเดียว หลักคิดของท่านถ้าเราลองถอดแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆแล้วเนี่ย มันเป็นหลักธรรม งานของพระองค์ท่านคือหลักธรรมเพราะฉะนั้นเมื่อเราอยู่ในสังคมปัจจุบันให้เราใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิต”

หากเกษตรกรใช้หลักของธรรมชาติ นักธุรกิจก็น่าจะใช้หลักของความเป็นธรรมดา ซึ่งคุณพ็อตมองว่าคนในสังคมไทยควรจะมี 3 ธรรมคือ ธรรมะ ธรรมชาติ แล้วก็ธรรมดา พยายามบูรณะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปในสาขาหรือองค์กร ในแบบวิถีชีวิตของตัวเอง ในครอบครัว นอกจากมีวิชาความรู้ เข้าใจงานของตัวเองอย่างแตกฉาน  และมีการพัฒนาองค์ความรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา  คุณพ็อตมองว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดในทุกสายอาชีพคือต้องมีจริยธรรม มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ

“อย่างผมเป็นเกษตรกร ผมเป็นผู้ที่หล่อเลี้ยงผู้คน ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดได้ แต่ถ้าวันหนึ่งผมเอายาสารเคมีฉีดเข้าไปในผักของผม นั่นเท่ากับว่าผมไม่ใช่เกษตรกรแต่ผมกลายเป็น ‘เพชฌฆาต’ ที่กำลังฆ่าคนคนหนึ่งอยู่ หรือฆ่าครอบครัวครอบครัวหนึ่งอยู่ ผมกลายเป็น ‘ฆาตกร’ นั่นแสดงว่าผมไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ในวิชาชีพของผมแล้ว”

ถ้าทุกคนนำหลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำกรอบแนวความคิดนี้ไปบูรณาการกับสาขาวิชาอาชีพของตัวเอง คุณพ็อตมองว่าธุรกิจที่ทำนั้นจะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น ส่งผลให้สังคมและประเทศชาติอยู่รอดได้

สุดท้ายนี้สิ่งที่คุณพ็อตเลือกฝากถึงทุกคนในฐานะตัวแทนของเกษตรกรก็คือ ทุกคนควรหันมาสนใจการปลูกอยู่ปลูกกิน ซึ่งหมายความว่าทุกคนควรที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้ เพราะว่าในอนาคตโลกมันไม่แน่นอน เงินทองจะกลายเป็นของมายา ข้าวปลาจะเป็นของจริงทันที เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การมีเงินในบัญชีหกหลักเจ็ดหลักก็ไม่สามารถซื้อน้ำสักขวดได้ คุณพ็อตจึงเน้นย้ำให้ทุกคนดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทและพยายามให้ถอดองค์ความรู้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการเข้ากับวิชาชีพของตนเองให้ได้มากที่สุด

 

 

เพราะ “เกษตรกร” ต้องไม่ใช่ “ฆาตรกร”..ผลผลิตจากความสุขในการทำไร่ตามรอยพระราชาจึงเริ่มขึ้น

ไร่สุขพ่วง (ราชบุรี)
ศูนย์การเรียนรู้เกษตรตามแนวพระราชดำริ
 ของ เด็กหนุ่มวัย 28 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ที่พร้อมจะแบ่งปัน “ความสุข” ที่เกิดจากความ “พอเพียง” ให้กับคนไทยทุกคน ผ่านไร่เกษตรอินทรีย์วิถีไทย เพื่อเป็นบทพิสูจน์ศาสตร์ของพระราชาที่ไม่มีวันอด ไม่มีวันตาย เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจของ ไร่ที่พ่วงไปด้วยความสุขที่พร้อมแบ่งปัน ของ ไร่สุขพ่วง กัน

Q: คุณได้น้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) มาใช้ใน การดำเนินชีวิต/ดำเนินธุรกิจอย่างไร

A: ไร่สุขพ่วง (RAISUKPHOANG) ศูนย์การเรียนรู้ “อินทรีย์วิถีไทย (EarthSafe)”

Mr.Aphiwat Sukphoang(Pott) เกษตรกรไทยรุ่นใหม่วัย 27 ปี แห่งไร่สุขพ่วง ไร่เกษตรอินทรีย์ตัวอย่างที่ตั้งอยู่ใน อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ทางภาคตะวันตกของประเทศไทยและห่างจากกรุงเทพเพียง 2 ชม.เท่านั้น การเดินทางตามหาความสุขในชีวิตเด็กหนุ่มคนนี้ เริ่มขึ้นเมื่อPottเกิดในของครอบครัวชาวไร่ที่ยึดถือกันมาหลายรุ่น ก่อนที่จะหยุดการทำไร่ในรุ่นพ่อแม่ของ Pott แม้ว่าพ่อและแม่จะทำงานรับราชการ แต่ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ Pott เกิดความคิดที่จะผันตัวเองกลับคืนสู่สิ่งที่ปู่ย่าตายายได้เคยทำไว้ ไร่สุขพ่วงจึงได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำให้ชาวไร่รุ่นใหม่ได้ค้นพบความสุขของตัวเอง และพร้อมที่จะแบ่งปันความสุขนั้นไปยังผู้อื่น

ปัจจุบัน ไร่สุขพ่วง ยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ “อินทรีย์วิถีไทย” ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ หรือ EarthSafe ซึ่งดำเนินการเกษตรตามแนวทางปรัชญาเศรษฐพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระมหากษัตย์ของประเทศไทย กล่าวคือ สร้างความมั่นคงทางอาหารในภายครอบครัวก่อนด้วยหลักเกษตรทฤษฏีใหม่ ได้แก่ มีแหล่งน้ำ ปลูกพืชอาหารหลักเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ปลูกป่าด้วยต้นไม้ใหญ่ และสร้างระบบนิเวศในพื้นที่ให้คน พืช และสัตว์อยู่ร่วมกัน เหล่านี้เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน

เมื่อมีรากฐานและความมั่นคงในชีวิตระดับหนึ่งแล้ว ไร่สุขพ่วง ได้พัฒนาศักยภาพบนแนวคิดเศรษฐพอเพียงขั้นก้าวหน้า ได้แก่ การนำผลผลิตที่เหลือกินมาแปรรูป เก็บรักษา สร้างนำมูลค่าเพิ่ม และสร้างผลิตภัณฑ์ของคน เพื่อนำมาแบ่งปันและจำหน่ายเป็นรายได้

ไร่สุขพ่วง ในภาษาไทย แปลว่า ไร่ที่พ่วงความสุข ไร่ที่เรียงร้อยความสุข และไร่ที่พร้อมจะแบ่งปันสุข บนพื้นฐานของความพอเพียง บัดนี้Pottได้ค้นเจอเส้นทางที่เต็มไปด้วยความสุขและส่งต่อคุณค่าเหล่านี้สู่ผู้บริโภคในสังคมไทยไปพร้อมกับครอบครัว EarthSafe หากท่านตั้งคำถามว่าจะมีความสุขที่พร้อมแบ่งปันเมื่อไหร่ คำตอบจาก Pott คงชัดเจนในหัวใจของเขาว่า เมื่อเราเริ่มที่จะพูดคำว่า ฉันมีพอแล้ว เมื่อนั้นท่านก็มีความสุข…ที่พร้อมจะแบ่งปัน

Q: คุณได้นำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาปรับใช้เพื่อพัฒนา/ต่อยอด ธุรกิจที่ทำอยู่อย่างไร

A: ผลผลิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากไร่สุขพ่วง เป็นพืชผักที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น เช่น กล้วย อ้อย ข้าว และผักสวนครัว ซึ่งถูกนำมาปรุงเป็นอาหารไว้รับทาน จำหน่ายในตลาดที่โปร่งใสต่อผู้บริโภค และPottยังได้ผลักดันให้เกิดการแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ในรูปแบบต่างๆ ออกสู่ผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ เช่น

แปรรูปน้าตาลจากอ้อยด้วยวิถีไทยดั้งเดิม ที่เคี้ยวน้ำตาลด้วยมือบนเตาถ่าน เป็นการพบกันระหว่างนวัตกรรมและภูมิปัญญาไทย จนออกมาได้เป็นน้ำตาลทรายสีทองรสชาติหอมหวาน และไม่มีสารพิษเจือปนในทุกขั้นตอน

กล้วยตากจากพลังแสงอากาศในโดมพาราโบรา กล้วยน้ำว้าอินทรีย์รสชาติเป็นเอกลักษณ์อบด้วยแสงแดดจนได้ความหอมหวานและเนื้อสัมผัสที่ชวนรับประทานได้ไม่มีเบื่อ

ข้าวดอกมะขาม ข้าวพันธุ์หายาก ที่ทุกเมล็ดมีความหอมพร้อมคุณประโยชน์ที่เต็มเปี่ยม เช่น บำรุงเลือด ป้องกันโรคเหน็บชา และยังปลูกด้วยหลักอินทรีย์วิถีไทย

อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกจากไร่สุขพ่วง คือ การปลูกพืชผักในภาชนะ ผลผลิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากไร่สุขพ่วง เป็นพืชผักที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น เช่น กล้วย อ้อย ข้าว และผักสวนครัว ซึ่งถูกนำมาปรุงเป็นอาหารไว้รับทาน จำหน่ายในตลาดที่โปร่งใสต่อผู้บริโภค และ Pott ยังได้ผลักดันให้เกิดการแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ในรูปแบบต่างๆ ออกสู่ผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ เช่น

แปรรูปน้าตาลจากอ้อยด้วยวิถีไทยดั้งเดิม ที่เคี้ยวน้ำตาลด้วยมือบนเตาถ่าน เป็นการพบกันระหว่างนวัตกรรมและภูมิปัญญาไทย จนออกมาได้เป็นน้ำตาลทรายสีทองรสชาติหอมหวาน และไม่มีสารพิษเจือปนในทุกขั้นตอน

กล้วยตากจากพลังแสงอากาศในโดมพาราโบรา กล้วยน้ำว้าอินทรีย์รสชาติเป็นเอกลักษณ์อบด้วยแสงแดดจนได้ความหอมหวานและเนื้อสัมผัสที่ชวนรับประทานได้ไม่มีเบื่อ

ข้าวดอกมะขาม ข้าวพันธุ์หายาก ที่ทุกเมล็ดมีความหอมพร้อมคุณประโยชน์ที่เต็มเปี่ยม เช่น บำรุงเลือด ป้องกันโรคเหน็บชา และยังปลูกด้วยหลักอินทรีย์วิถีไทย

อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกจากไร่สุขพ่วง คือ การปลูกพืชผักในภาชนะ

Pottเริ่มต้นจากนำเส้นสายรัดพลาสติกมาสานเป็นตระกล้าสำหรับปลูกพืชผัก ตระกร้านี้มีประโยชน์อย่างน่าเหลือเชื่อ มันมีอายุการใช้งานถึง 10 ปี ระบายอากาศและน้ำได้ดี และสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง การเพาะปลูกพืชในพื้นที่จำกัด เพราะท่านสามารถวางตระกร้านี้ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้าน อ๊อฟฟิส คอนโนมิเนียม ยิ่งไปกว่านั้น Pott ไม่ได้สานตระกร้าปลูกผักเป็นจำหน่ายเป็นหลัก แต่ Pott ทำหน้าที่เป็นผู้สอนที่คอยส่งต่อองค์ความรู้ ส่งวิธีการสาน และส่งความสุขสู่คนเมืองด้วยตระกร้าปลูกผักอินทรีย์ใบเล็กๆ

กระบวนการพัฒนาเกษตรกรไทยยุคใหม่ค่อยๆ ชัดเจนและได้รับการยอมรับในสังคมไทยมากขึ้นอีกครั้ง Pott แห่งไร่สุขพ่วงเป็นส่วนหนึ่งที่กล้าจะสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่ไปกับภูมิปัญญาไทย ท่านสามารถสืบค้นและติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางที่อยู่อีเมล … เว็บไซต์ … หรือมาเยี่ยม Pott ได้ที่ไร่สุขพ่วง อำเภอจอมบีง จังหวัดราชบุรี ประเทศไทย ผืนดินของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานเพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรไทยและเกษตรทั่วโลกได้มุ่งสู่ความยั่งยืน 

Q: ธุรกิจของคุณ ได้สร้างผลกระทบในเชิงบวก/มีส่วนช่วยสนับสนุน ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนที่คุณ อยู่อย่างไร

A: การปลูกพืชผักอินทรีย์วิถีไทยในตะกร้า ชุมชนมีปัญหาเรื่องพื้นที่เป็นดินทรายเสื่อมคุณภาพปลูกพืชผักไม่เจริญงอกงาม ประกอบกับการขาดน้ำ ไม่มีคลองชลประทาน ในบางครัวเรือนมีพื้นที่จำกัด รวมทั้งความไม่ปลอดภัยจากกาบริโภคพืชผัก ไร่สุขพ่วง จึงคิดนำสายรัดพลาสติกชนิดทนแดดมาสานเป็นตะกร้ารูปสี่เหลี่ยมคางหมู ส่วนปากจะกว้างก้นจะสอบลงเพื่อให้เกิดช่องว่าง เมื่อนำมาจัดวางระบบชิดส่วนปากจะทับกันสนิท ส่วนก้นตะกร้าจะมีช่องว่างทำให้ความชื้นบริเวณก้นตะกร้าเนื่องจากแสงแดดส่องไม่ถึงก้น เมื่อเราบีบปากตะกร้าบริเวณมุมของตะกร้าดินจะร่วนทั้งตะกร้า ส่งผลให้พืชเจริญงอกงามดี

การดำเนินงานเมื่อประสบผลสำเร็จแล้วได้เผยแพร่สู่ชุมชนใกล้เคียงนำไปปฏิบัติบ้างปรากฏว่าในระยะแรกมีจำนวน 15 หลังคาเรือนต่อมาเผยแพร่สู่โรงเรียนบ้านหนองขนาก จากนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลจอมบึงได้ให้การสนับสนุนช่วยเผยแพร่ผลงานในงานวิ่งมาราธอน งานผู้สูงอายุ ฯลฯ จนทำให้การปลูกพืชผักปลอดสารพิษในตะกร้าเป็นที่รู้จัก และมีผู้นำไปปฏิบัติตาม ทำให้ผู้ริเริ่มเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำให้ผู้สนใจมีสุขภาพดี มีพืชผักปลอดสารพิษไว้รับประทาน มีรายได้ ลดรายจ่ายในครัวได้